เทียบส่วนสูงกันบนเส้นทางริมหาด
ด้วยคำบรรยายนุ่มนวลที่ชวนให้เห็นภาพอย่างคล้อยตามอันเป็นเอกลักษณ์ ฉากที่ลอยเด่นของนิยายเรื่องนี้จึงเป็นการเงยหน้าระลึกความหลังท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ ที่อาจเป็นเพราะการได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่คุ้นเคยเสียจนไม่รู้ตัวว่ารอบข้างนั้นได้ห่มคลุมปกป้องตัวเองเพียงใดตอนที่เติบโตขึ้นมา หน้าร้อนสุดท้ายกับสถานที่แห่งความทรงจำพร้อมผู้คนชิดใกล้จึงกลายเป็นประสบการณ์ตราตรึงที่แตกต่างจากโลกที่กำลังอยู่ในปัจจุบันจนนึกไปว่าเป็นโลกคนละใบ
ผลงานลำดับที่สี่ของโยชิโมโตะ บานานา (Banana Yoshimoto) ลงตีพิมพ์เป็นรายตอนในนิตยสาร Marie Claire ในช่วงปี 1988-89 จากนั้นจึงตีพิมพ์เป็นเล่มเมื่อปี 1989 ในชื่อ “TUGUMI” ได้รับความนิยมจากผู้อ่านอย่างสูงและได้รับเกียรติคุณรางวัลยามาโมโตะ ชูโกโร ก่อนจะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ “Goodbye Tsugumi” ในปี 2002 นวนิยายเล่าถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจากวันวานวัยเด็ก สิ่งที่หลงเหลือและสิ่งที่เสียไปจากการเติบโต การพบเจอและลาจากของคนวัยหนุ่มสาวที่ต่างออกไปมีเส้นทางเดินชีวิตของตัวเอง ยาวไกลไปจนถึงเรื่องราวของความตายอันใกล้ชิดกับชีวิต ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองพักตากอากาศที่อวลไอกลิ่นทะเล ยามค่ำคืนที่พร่างพราวด้วยพลุดอกไม้ไฟ เป็นบทรำพันถึงฤดูร้อนที่ไม่หวนกลับมา
For some reason it had occurred to me that love doesn’t ever have to stop. It’s like the national water system, I thought. No matter how long you leave the faucets running, you can be sure the supply won’t give out.
บนท้องฟ้าเหนือท้องทะเล
ตลอดเล่มของ Goodbye Tsugumi นั้นติดตามคำบอกเล่าของชิราคาวะ มาเรีย สาวนักศึกษามหาวิทยาลัยในโตเกียวที่เคยอาศัยอยู่ในเมืองต่างจังหวัดติดทะเล มีการตกปลาทำประมงและเต็มไปด้วยโรงแรมแบบดั้งเดิมสำหรับนักเดินทาง โยชิโมโตะกล่าวว่าต้นแบบของเมืองที่แต่งขึ้นแห่งนี้มาจากโทอิออนเซ็นในเมืองอิซุ จังหวัดชิซูโอกะ ในท้องเรื่องนั้น สถานที่ที่ตัวมาเรียเคยได้อาศัยอยู่คือห้องพักรับรองแขกของโรงแรมยามาโมโตะที่เป็นของครอบครัวน้ามาซาโกะ น้องสาวของแม่ โดยมาเรียกับแม่สองคนต้องมาขออาศัยน้าสาวอยู่เพราะพ่อของเธอจำเป็นต้องทำเรื่องหย่าขาดกับภรรยาคนเดิมเสียก่อนจึงจะพาทั้งสองคนมาอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่โตเกียวได้ ครอบครัวของน้ามาซาโกะนั้นมีลูกสาวสองคน คือ โยโกะจังและสึกุมิ มาเรียกับลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนรู้จักเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ตัวยังเล็ก
สึกุมินั้นมีร่างกายอ่อนแอ “อย่างเหลือเชื่อ” ตั้งแต่เกิด จนเคยถูกแพทย์วินิจฉัยว่าจะเสียชีวิตตอนอายุยังน้อย ด้วยชีวิตที่ใกล้ชิดกับความเป็นความตายตลอดเวลาก็ทำให้สึกุมิไม่ได้ออกไปที่ไหนไกลกว่าบ้านของตนเองนัก ครอบครัวของเธอจึงให้การดูแลประคบประหงมอย่างดีมากจนกลายเป็นเด็กสาวนิสัยเสียไปเสียอย่างนั้น แม้ต่อมาเจ้าตัวจะได้เติบโตขึ้นมาเป็นเด็กสาวงดงาม แต่สึกุมิก็ได้สร้างนิสัยห่ามห้าว ขาดไร้มารยาท เอาแต่ใจตน และชอบกลั่นแกล้งอย่างหนักหนาขนาดที่ทำให้มาเรียต้องระบุให้น้ามาซาโกะผู้เป็นแม่ของสึกุมิ โยโกะจังผู้เป็นพี่สาวนิสัยเรียบร้อย และตัวเธอเองเป็นเหยื่อสามรายใหญ่ที่ต้องจำทนกับอุปนิสัยชวนปวดขมองของสึกุมิ ชีวิตในโรงแรมยามาโมโตะที่บอกเล่าผ่านสายตาของมาเรียจึงเต็มไปด้วยสำเนียงพูดสุดห่ามและกิริยาอาการที่ไม่ไว้หน้าใครของสึกุมิอยู่ร่ำไป
ต่อมา เมื่อมาเรียซึ่งขณะนี้อยู่ที่โตเกียวพร้อมกับพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ด้วยกันแล้วได้รับโทรศัพท์จากสึกุมิ โทรมาบอกเล่าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่าพ่อของเธอกำลังจะปิดโรงแรมยามาโมโตะลงแล้วหันไปก่อตั้งและบริหารกองทุนบำเหน็จบำนาญ “แบบพวกคนยุโรป” กับมิตรสหาย จากนั้นจึงเอ่ยปากชวนมาเรียที่สึกุมิคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรทำอยู่แล้วให้มาใช้เวลาในหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้ที่บ้านของตนเอง แน่นอนว่าเมื่อได้ยินเช่นนั้น มาเรียที่มีใจคิดถึงสถานที่ที่เคยอยู่ไม่น้อยก็ได้ตกปากรับคำว่าจะไปอย่างแน่นอน หน้าร้อนสุดท้ายที่โรงแรมยามาโมโตะจึงได้เริ่มต้นขึ้นด้วยประการฉะนี้
Like a series of projections from an old roll of 8 mm film, its color faded, images of the town and the inside of the inn flashed through my mind. I saw Tsugumi lying there in that small room I knew so well, her skinny arm holding up the telephone receiver.
มาเรียที่สุขภาพสมบูรณ์ดีหากแต่ในใจยังหวั่นไหวห่วงหา และสึกุมิที่ร่างกายใกล้ชิดกับความตายแต่จิตใจใฝ่หาแต่ปัจจุบัน กับโยโกะที่พลอยติดตามดูแลพร้อมขนมเค้กจากร้านที่เธอทำงานพิเศษได้เผชิญเรื่องราวต่างๆ ด้วยกัน การพานพบก่อให้เกิดเรื่องราว และเมื่อเรื่องราวดำเนินไปก็มีการพบพานครั้งอื่นเกิดขึ้น ในตอนที่เหล่าหญิงสาวลูกพี่ลูกน้องออกไปเดินเล่นริมชายหาดตอนค่ำคืน ทั้งสามก็ได้พบกับทาเคอุจิ เคียวอิจิ ชายหนุ่มวัยเดียวกันที่เพิ่งย้ายมาจากต่างถิ่น พร้อมกับกอนโกโร่ ปอมเมอเรเนียนคู่หูที่นำพาเรื่องราวที่เป็นที่จดจำมาให้ ผู้อ่านจะได้เห็นการสำแดงบุคลิกเฉพาะตัวของสึกุมิ และอิทธิพลที่เอกลักษณ์นั้นมีต่อมุมมองที่มีต่อชีวิตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว ผ่านน้ำเสียงบอกเล่าอย่างอ่อนโยนโดยมาเรียที่เต็มไปด้วยคำให้เห็นภาพเปรียบเปรยชัดเจนและสวยงาม

เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
สายลมของหน้าร้อนสุดท้าย
โยชิโมโตะยังคงแสดงถึงความเจนจัดในการเขียนถึงสิ่งที่เคยได้สัมผัสแต่เลือนหาย ทำให้นวนิยายที่เน้นบรรยากาศเรื่องนี้สื่อสารความรู้สึกมากมายผ่านถ้อยคำที่เลือกสรรอย่างใส่ใจ บทพรรณนาถึงจินตภาพที่พบเห็นในชีวิตของตัวละครนั้นเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับโวหารเปรียบเปรยที่ปรากฏอย่างฉับพลันก็จะชักนำด้วยสะกิดแผ่วเบาให้เข้าสู่อาณาเขตนามธรรมของภาพพจน์ กรอบคิด อารมณ์ หรือสรรพสิ่งประดามีตามที่ผู้เขียนปรารถนาจะวาดถึง ซึ่งใน Goodbye Tsugumi ก็อุดมไปด้วยรสสัมผัสที่ว่านี้
I felt a little lonely as I strolled back to the inn through the gathering dusk, alone this time. I wanted to hold on to the particular feeling of languor that I got as I walked the streets of this town, the town of my past, which I would lose when summer ended. This world of ours is piled high with farewells and goodbyes of so many different kinds, like the evening sky renewing itself again and again from one instant to the next—and I didn’t want to forget a single one.
สิ่งที่โยชิโมโตะพยายามบรรยายถึงในเรื่องนั้นอาจเป็นพื้นที่เชิงนามธรรมที่อยู่นอกเหนือไปจากนิยามจำกัดความของถ้อยคำหรือบทเพลง แต่ถ้อยคำที่วางเรียงอย่างอ่อนโยนที่พยายามบรรยายถึงพื้นที่นั้นได้มอบความรู้สึกคุ้นเคยและความอบอุ่นที่เอื้อเฟื้อ นำไปสู่การเกิดขึ้นของถ้อยคำใหม่ในจินตนาการที่เชื่อมโยงถึงกันผ่านเรื่องเล่า เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นการมีอยู่ของโลกอีกใบที่ในเบื้องแรกอาจดูเบาบางอย่างจับต้องไม่ได้ หากแต่เรื่องเล่านั้นได้เชื้อเชิญให้เข้าถึงอย่างน่ามหัศจรรย์
