Yoshimoto Banana - Amrita โยชิโมโตะ บานานา

Amrita ของ โยชิโมโตะ บานานา | สายน้ำของถ้อยคำที่หลั่งไหลเรื่อยไป


ความทรงจำและการตายไปครึ่งหนึ่ง


I’m here, don’t forget me.


ความตายของคนหนึ่งคนทิ้งร่องรอยไว้บนช่วงชีวิตและความทรงจำของคนอื่นๆ อย่างไม่อาจลบเลือน กลายเป็นการแตกแยกของตัวตนออกเป็นสองส่วนภายหลังการสัมผัสกับจุดสิ้นสุดนั้น และในห้วงเวลาที่ผันผ่านไป ความคิดคำนึงอาจจะยังคงรัดรึงและตอกย้ำอยู่อย่างไม่จางหาย เพียงแต่ชีวิตที่แม้จะได้ตายไปแล้วครึ่งหนึ่งนั้นก็ยังต้องดำเนินต่อไป นำไปสู่การแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ที่จะสามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อีกครั้ง เพื่อที่ชีวิตที่เคยเป็นประจักษ์พยานต่อความตายจะได้คืบเคลื่อนต่อไป ให้เหมือนกับสายน้ำที่หลั่งไหลและเป็นวัฏจักรราวกับเป็นสิ่งไร้อายุขัย ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด

Amarita
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)


ผลงานลำดับที่ 8 ของโยชิโมโตะ บานานา (Banana Yoshimoto) ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นสองเล่มในปี 1994 ต่อมาได้รับรางวัลมูราซากิ ชิคิบุในปี 1995 ก่อนจะได้รับการแปลโดย Russell F. Wasden และตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี 1997


หากจะลองให้คำจำกัดความ Amrita ถือเป็นนวนิยายที่แปลกประหลาด ใจความเกี่ยวข้องกับเรื่องความทรงจำ ความสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว การอยู่ร่วมกันของครอบครัวที่มีสัดส่วนผิดธรรมดา ความอาลัยอาวรณ์ต่อสมาชิกในครอบครัวที่จากไป ซึ่งเป็นประเด็นที่ปรากฏในผลงานของโยชิโมโตะอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่ใน Amrita เรื่องเหล่านี้ได้ไปผูกโยงอย่างสำคัญกับประเด็นความเร้นลับเหนือธรรมชาติ เรื่องของอ็อคคัลท์ (Occult) ไปจนถึงแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตและจิตวิญญาณที่เจือปนความเชื่อแบบนิวเอจ (New Age) อยู่อย่างลึกซึ้ง


ผสมกับข้อเขียนของตัวนิยายที่ค่อนข้างเป็นส่วนเสี้ยวมากกว่างานชิ้นอื่น ราวกับต้องการแสดงสภาพของการสูญเสียความทรงจำและการไล่ตามร่องรอยที่กำลังเลือนหาย ส่งผลให้การย้อนคิดในหลากประเด็นที่แม้จะน่าสนใจแต่ก็ชวนให้รู้สึกว่าวกวนและซ้ำซ้อนไปมา ขับเน้นด้วยสำนวนเฉพาะตัวของโยชิโมโตะที่โปร่งเบาและนุ่มนวลแม้จะอุดมไปด้วยความไม่ปะติดปะต่อมากมายในคราวนี้ จนกลายเป็นรสชาติของการพรรณนาอันแปลกประหลาด เป็นลักษณะเฉพาะที่ส่งให้นิยายเรื่องนี้โดดเด่นออกมาจากผลงานชิ้นอื่นของผู้เขียนอย่าง Kitchen หรือ Goodbye Tsugumi อยู่ค่อนข้างมาก


ความอาลัยอาวรณ์กับคุณสมบัติของน้ำ


นวนิยายเล่มยาวนี้เปิดเรื่องด้วยการจากไปของ มายุ นักแสดงสาวผู้เปี่ยมด้วยรูปลักษณ์ที่ได้ทำการฆ่าตัวตายด้วยการกินยานอนหลับและขับรถพุ่งชนเสาโทรศัพท์ ก่อนจะวกเข้ามาสู่เรื่องของตัวเอกผู้เป็นพี่สาว วากาบายาชิ ซากุมิ ที่วันหนึ่งได้ลื่นล้มตอนก้าวลงบันไดทำให้ศีรษะกระแทกและสูญเสียความทรงจำ จดจำเรื่องราวตั้งแต่เกิดจนถึงตอนเกิดอุบัติเหตุไม่ได้ชัดเจน ความทรงจำที่พร่าเลือนทำให้เกิดความรู้สึกว่าชีวิตของตนได้แบ่งออกเป็นสองระหว่างฟากก่อนล้มกับฟากหลังล้ม ซากุมิจึงดำรงอยู่กับสภาวะอิหลักอิเหลื่อของความทรงจำและตัวตนโดยที่มีเงาของความอาวรณ์จากความตายของมายุติดตามไปโดยส่วนใหญ่ของเรื่อง


นิยายพาผู้อ่านติดตามการครุ่นคิดและการดำเนินชีวิตอันไม่เป็นเส้นตรงจนถึงเรียกได้ว่าคดเคี้ยวในบางจังหวะของซากุมิเพื่อทบทวนความทรงจำก่อนหน้าที่จะเกิดอุบัติเหตุ ต่อเนื่องไปที่เรื่องราวของโยชิโอะ น้องชายต่างพ่อที่มีพฤติกรรมเก็บตัว ไม่ยอมไปโรงเรียนและเริ่มรับรู้สัมผัสเหนือธรรมชาติ เรื่องความสัมพันธ์กับอดีตแฟนของมายุที่เป็นนักเขียนชื่อยามาซากิ ริวอิจิโร่ เรื่อยเรียงไปถึงการออกเดินทางเพื่อพักความวุ่นวายและค้นหาคำตอบบางอย่างของสองพี่น้องที่เกาะชิโกกุ และเมื่อการเดินทางออกไปท่องเที่ยวอย่างเก็บตัวนำมาซึ่งผลที่ดีจึงนำไปสู่ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศตามคำชวนของริวอิจิโร่สู่หมู่เกาะไซปัน (Saipan Island) ที่ให้ลิ้มรสชาติของการเป็นทั้งเกาะสวรรค์เขตร้อนและอาณาเขตที่ใกล้ชิดกับเหล่าวิญญาณ ก่อนจะกลับมาสู่บทสรุปและการเดินทางไปตามหนทางของแต่ละคนที่ญี่ปุ่น


ซากุมิที่เฝ้าปะติดปะต่อความทรงจำที่ขาดหายนั้น เมื่อได้พบกับเรื่องราวในอดีตที่ติดกับจดหมายหรือข้อความเสียงในบันทึกก็ต้องพบเจอกับคลื่นความอาลัยอาวรณ์ที่พวยพุ่งอย่างกะทันหัน กระแสอารมณ์ที่หลอมรวมทั้งความเศร้าโศก ห่วงหา ไปกับความโกรธ ความรู้สึกว่าถูกทรยศ และความรู้สึกผิดที่ได้ทำหรือไม่ได้ทำบางสิ่ง การหลงลืมจึงทำให้การค้นพบความรู้สึกจากกาลก่อนอีกครั้งกลายเป็นสิ่งที่แผดเผาให้รอยตำหนิบนตัวตนขยายใหญ่ขึ้นอย่างรุนแรง การลืมเลือนหายไปได้ทำให้ความสูญเสียในความรู้สึกรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเกิดการรวมเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง


The smell of death. The image of defeat, exhausted and dried up. Personal demands. The spot in a person’s mind that expands what is lost to a size hundreds of times bigger than that which is obtained. I could have said it about anything, but couldn’t I have stopped it from going on? It went forward on its own without me.


ตัวละครจึงดำรงชีวิตประจำวันไปพร้อมกับกลิ่นของความตายและความคิดคำนึง ที่แม้จะเจือจางบางเบาท่ามกลางบทสนทนาเรื่องทั่วไป แต่ก็ปกคลุมอาณาบริเวณโดยรอบจวบจนทุกแง่มุมการกระทำ และบ่อยครั้งส่งผลให้เกิดการชะงักงันหรือรอยขัดแย้งในฉากหน้าที่ดูราบรื่นนั้น การใช้ชีวิตร่วมกับความสูญเสียจึงเรียกหากลวิธีการบางอย่างที่จะช่วยสมานรักษาร่องรอยของความขัดแย้งนี้ และใน Amrita ทุกคราวเรื่องราวจะนำพาตัวละครไปสู่การเกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ ท้องทะเล หรือมหาสมุทรต่างประเทศ ที่นำไปสู่บทพรรณนาครุ่นคิดยาวเหยียด ก่อนที่โยชิโมโตะจะโยงบทใคร่คำนึงเหล่านั้นเข้าไปหา “น้ำอมฤต” ตามชื่อเรื่อง


[…] They say that when you let the liquid gush through you, you’ve actually achieved life, because what happens to the flowing water is similar to what happens to people. At least that’s the way I see it, don’t ask me why. […]


เพื่อที่จะยืนยันในการดำรงชีวิตอยู่สืบไปโดยที่ยังจดจำความสูญเสียและห้วงอารมณ์อาลัยอาวรณ์ การครุ่นคิดอย่างพิสดารถึงน้ำและคุณสมบัติของน้ำกลายเป็นหนทางที่นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอ


เมื่อครุ่นคิดถึงคุณสมบัติอันเป็นวัฏจักรที่หมุนเวียนกันไปจากเริ่มต้นจนถึงจุดจบและกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เรื่องจึงเคลื่อนจากหนึ่งชีวิตไปสู่ชีวิตในความหมายทั่วไป จากจุดยืนที่จำกัดเฉพาะแห่งที่จึงได้ขยายออกกลายเป็นตำแหน่งของความเป็นสากลที่แผ่ไพศาลแทบจะเป็นอนันต์ การวนเวียนที่ไม่สิ้นสุดจึงกลายเป็นสิ่งที่จะมาสมานทดแทนการสิ้นสุดลงของอีกชีวิตที่แฝงฝังในจิตใจและตัวตน การครุ่นคิดถึงสิ่งที่ไร้ที่สิ้นสุดกลายเป็นคำตอบของขีดจำกัดที่สิ้นสุดลง


Cycles never change. One day our bodies turn to bones which eventually turn back into dust. Then we melt in the air, and become vapors covering the earth in an atmospheric dome. All are connected— Japan, along with China. Italy would be there too. Everything and everyone together in the air. A time will come when I become a part of the wind blowing around in endless circles. The arms and legs that I see below me will one day dissolve into thin air.

It will happen to all of us eventually, each and every one.

Like my father.

And Mayu.

Every living creature on this earth. What will happen to us then? What great things await us? How wonderful it will be, leaving this body so limited in comprehension and moving into a permanence of complete perception. The impression of that image was so strong it left tears in my eyes.


การเชื่อมต่อเข้ากับกรอบคิดที่ครอบคลุมอย่างเป็นสากลจึงมีผลให้หลุดลอยจากขีดจำกัดของปัจเจกบุคคล เพื่อที่จะได้ตั้งตารอจนถึงได้ซาบซึ้งสิ่งที่กำลังจะมาถึงด้วยความคาดหวังอย่างมองโลกในแง่ดีต่อไปเรื่อยๆ

Amarita
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)


Amarita – สายน้ำของถ้อยคำที่หลั่งไหลเรื่อยไป


โยชิโมโตะผสานความอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ที่จากไปเข้ากับกรอบการมองโลกในแง่ดี กลายเป็นการขบคิดว่าในการสูญเสียนั้นจะยังมองโลกในแง่ดีและมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร ในตัวนวนิยายจึงปรากฏการหยุดคิดและตั้งหลักห่างไกลจากเรื่องราวสารพันที่ประดังเข้ามาอยู่บ่อยครั้ง แสดงให้เห็นถึงการดิ้นรนเพื่อที่จะสร้างช่องว่างของการครุ่นคิด ผ่านถ้อยคำที่ “so random and disjointed” ร้อยเรียงเป็นถ้อยความที่แผ่ขยายออกราวกับสายน้ำ กลายเป็นนิยายที่แปลกประหลาดล้ำกระทั่งในทำเนียบผลงานของตัวผู้เขียนเอง


ทั้งหมดนั้นเพื่อจะบอกเล่าว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปราวสายน้ำโดยที่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอยู่เรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด