Woman Running in the Mountains ของ Tsushima Yuko

มายาของหญิงที่ออกวิ่งในหุบเขา : Woman Running in the Mountains ของ สึชิมะ ยูโกะ


ความปรารถนาและความโดดเดี่ยว


ผลงานลำดับที่ 13 ของสึชิมะ ยูโกะ นักเขียนหญิงชาวญี่ปุ่นที่เปี่ยมความสามารถในการบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของผู้หญิง โดยเฉพาะเรื่องของผู้หญิงที่มีสถานะของแม่ที่มักจะต้องเผชิญหน้ากับชีวิตด้วยตนเองและลูกอย่างเดียวดาย บุตรสาวของโอซามุ ดาไซ (Dazai Osamu) นักเขียนชื่อดังที่เป็นพ่อผู้ละทิ้งครอบครัวก่อนจะกระทำอัตวินิบาตกรรมหนึ่งปีหลังจากสึชิมะเกิด รูปตัวแทนของบิดาผู้หายหน้าจึงมักปรากฏอยู่ในผลงานของสึชิมะในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่เสมอ ใน Yama wo Hashiru Onna ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 1980 นี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น ก่อนที่ผลงานชิ้นนี้จะได้รับการแปลและตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษในชื่อ Woman Running in the Mountains โดย Geraldine Harcourt ในปี 1991 และได้ถูกตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งในปี 2022

Woman Running in the Mountains
เช็กราคาที่ ร้านคิโนะ (Kinokuniya)


นวนิยายเรื่องนี้ของสึชิมะอาบไปด้วยความปรารถนาอยากจะไปให้พ้นจากเงาของสิ่งที่ดำรงอยู่ซึ่งหลงเหลือมาจากอดีต เป็นความปรารถนาที่อยากจะเติมเต็มความต้องการด้วยการก้าวเข้าไปสู่อาณาเขตใหม่ที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่รู้จักโดยไม่ใส่ใจต่อความไม่คุ้นเคยและไม่นำพาต่อราคาที่ต้องจ่าย


ด้วยเชื่อมั่นว่าการก้าวไปเบื้องหน้านั้นดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ ตัวละครหญิงของสึชิมะจึงออกเดินเพื่อไปให้ถึงโลกที่เห็นอยู่ในม่านหมอกของภวังค์ความฝันพลางโอบกอดความเปลี่ยวเหงาและเศร้าโศกเอาไว้ ซึ่งนำไปสู่ความต้องการพึ่งพิงอิงแอบกับร่างของอีกคนที่อาจจะเป็นผู้ชายที่แบกรับความเจ็บปวดคล้ายคลึงกันหรือลูกชายที่เป็นส่วนแบ่งของวิญญาณที่แบกรับทั้งความสุขสมและความทรมานไว้ร่วมกัน


สึชิมะใช้บทบรรยายถึงภาพฝันบนภูเขาถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและเศร้าโศก ทั้งนี้โดยแฝงนัยถึงความปรารถนาและความเป็นอิสระจากสภาวะที่ดำรงอยู่และเงายะเยือกที่ยืนค้ำเบื้องหลัง


[..] A world that appears even more distant than the blue peaks floating on the skyline. But it is this world that she wants more than anything to watch, when she could look away and spare herself this slowly welling sadness. When she needn’t know how alone she is. […]


เรื่องราวจึงเริ่มต้นที่ภาพลวงตาของเด็กหญิงที่วิ่งอยู่บนภูเขากับโลกอันวิจิตรที่เธอมองเห็นจากเบื้องบนอันโดดเดี่ยว


ฝันถึงทิวทัศน์ทุ่งหิมะที่มองจากบนภูเขา


เรื่องของ Woman Running in the Mountains บอกเล่าผ่านสายตัวของตัวละครเดียวคือผู้หญิงอายุยี่สิบเอ็ดชื่อว่าโอดากะ ทากิโกะ โดยเรื่องราวเริ่มต้นในตอนที่ทากิโกะดิ้นรนหาทางคลอดลูกที่เกิดจากความสัมพันธ์อย่างไม่ตั้งใจกับชายเพื่อนร่วมงานที่มีครอบครัวอยู่แล้ว และตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะให้เด็กเกิดมาและเลี้ยงดูเองเพียงลำพังโดยไม่บอกพ่อของเด็กให้รับทราบ นิยายพาเราไปพบกับแรงต่อต้านจากพ่อแม่ของทากิโกะที่ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงกับการที่เธอจะมีลูก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในยุคร่วมสมัยกับนวนิยายนั้นยังเป็นเรื่องที่นอกกรอบปฏิบัติทางสังคม


สึชิมะได้บรรยายอย่างประณีตถึงความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดของการแบกครรภ์เดินทางไปยังโรงพยาบาลสูติกรรมท่ามกลางอากาศอบอ้าวโดยที่ทั้งตัวมีเพียงห่อผ้าที่ใส่สัมภาระเพื่อค้างคืนที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง ให้เป็นภาพแทนความยากลำบากของการคลอดและเลี้ยงดูเด็กด้วยกำลังของผู้หญิงคนเดียวที่เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการเดินออกจากกรอบที่ยอมรับกันในสังคม ซึ่งจะนำพามาด้วยความยากลำบากนานัปการและความเหนื่อยล้าในจิตใจจากการฝ่าฟันแบกรับสารพันเรื่องราว


ท่ามกลางความทุกข์ยากที่ประเดประดังนั้น ทากิโกะกลับเก็บรักษาภาพมายาอันฟุ้งฝันของเด็กหญิงที่อยู่บนภูเขาและมองลงมายังทิวทัศน์ของเมืองและเขตคามเบื้องล่าง ภาพสัญลักษณ์ที่วนเวียนกลับมาอยู่ในจิตสำนึกของหญิงสาวอยู่เสมอราวกับเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว เป็นภาพของฉากทิวทัศน์และตัวละครที่คอยฉุดให้รำลึกถึงห้วงอารมณ์อันเปล่าเปลี่ยวและความเป็นอิสระที่มาพร้อมกับความโดดเดี่ยวนั้น เด็กผู้หญิงในภาพมายานั้นจึงออกวิ่งอยู่บนภูเขาเพื่อทะยานออกไปข้างหน้า ราวกับมีบางสิ่งไล่ตามหลัง ราวกับกำลังไล่คว้าบางสิ่งเบื้องหน้า


When she tried to imagine a young girl looking out from a mountain at more distant mountains, for some reason the figure would always turn into herself.

The girl on the mountainside can’t take her eyes off the glittering world below, although she is about to burst into tears. If only she could leave the mountains. But there’s no place for her away from these slopes, no other place where she is herself. Whenever the tears threaten to brim over, the barefoot girl breaks into a run; she knows her way about the steep slopes. Faster, faster. Something in the girl’s body echoes like the howl of an animal among the mountains. It sweeps down to the vineyards as a gust of wind. The girl races on and on. When she has run till her body is empty, she stops abruptly and lets her gaze return again to the distant, delicately sparkling world below. Rivers trace silver lines. The sea is in sight. As her eyes follow the coastline, drifting ice appears and expands into a world of white. There’s something running freely over that white expanse, its heartbeat reverberating. She can see Kambayashi’s face, his cares forgotten, his big mouth open in a shout of laughter—a Gilyak of another age.


นวนิยายค่อยๆ พาผู้อ่านไปสัมผัสความทุกข์ยากของตัวเอกคราวละประเด็น เริ่มจากการคลอดลูกที่ไม่มีใครอยากให้มี การเลี้ยงลูกของตัวเองในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว ความทรมานและความรู้สึกสุขสมของการเลี้ยงลูกตัวคนเดียว ก่อนที่หลากหลายประเด็นจะหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นภาพชีวิตที่ล้อมรอบด้วยความทุกข์ทน ทำให้ Woman Running in the Mountains กลายเป็นเรื่องราวของการเผชิญกับเรื่องเศร้าและแง่มุมที่ยากลำบากของชีวิต โดยเปิดเผยอย่างรอบด้านให้ได้สัมผัสอย่างจับต้องได้


ถึงอย่างนั้น นวนิยายเรื่องนี้ก็บอกเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่ไม่จมอยู่กับความทุกข์ทรมาน ไม่มีการปรากฏของอาการสำนึกเสียใจ ไม่ตรอมตรมจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ และเหนืออื่นใดคือไม่มีโวหารสอนสั่งเป็นอุทาหรณ์ให้ตะขิดตะขวงอารมณ์ ภาพที่ได้รับจากถ้อยคำของสึชิมะในผลงานชิ้นนี้จึงเป็นภาพของชีวิตที่คืบเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยไปโดยกอดเกี่ยวความทุกข์และความฝันเอาไว้ เป็นความปรารถนาที่จะวิ่งแล่นต่อไปโดยยอมรับความระทมทุกข์และความยากเข็ญนานัปการ เช่นเดียวกับเด็กสาวในภาพความฝันที่โจนทะยานออกวิ่งไปในภูเขาที่คุ้นเคยผูกพัน น้ำเสียงและการเปรียบเปรยของผู้เขียนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ Woman Running in the Mountains โดดเด่นและน่าจดจำอย่างยิ่ง


กลับสู่การเชื่อมโยงกับสังคม


ในขณะที่อาบไปด้วยความปรารถนาจะไปสู่สถานที่แห่งใหม่ด้วยลำพังกำลังของตนเอง แต่ Woman Running in the Mountains นั้นก็ได้ฉายภาพความปรารถนาที่จะเชื่อมโยงกับผู้อื่น บอกเล่าถึงความต้องการที่จะอิงแอบพักพิงกับตัวปัจเจกรายอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาพบพาน ทำให้กล่าวได้ว่านอกจากจะเล่าถึงการออกวิ่งไปข้างหน้า นิยายเรื่องนี้ได้เล่าถึงการสร้างสัมพันธ์ขึ้นใหม่อีกครั้งกับคนรอบข้าง หรือก็คือการกลับคืนสู่การสมานสัมพันธ์กับสังคมอีกครั้ง


เมื่ออ้างอิงถึงบริบททางเวลาของนวนิยาย การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในสำหรับสังคมยุค 1970 ยังถือว่าเป็นเรื่องนอกกรอบปฏิบัติปกติ ไม่ใช่เรื่องที่พึงปรารถนาสำหรับผู้หญิงที่ต้องการจะมีชีวิตที่มีความสุขตามมาตรฐาน การกระทำของตัวเอกในนิยายจึงเป็นการก้าวเดินออกจากพรมแดนที่ปลอดภัยไปสู่อาณาเขตที่มีแต่ความไม่แน่นอน ที่ถึงแม้ตัวละครเลือกที่จะมีลูกเพื่อไปให้พ้นจากสถานะเดิมที่เป็นอยู่ พร้อมกับความปรารถนาที่จะเป็นแม่แต่เพียงลำพังเพื่อปูหนทางความเป็นไปได้อื่นๆ ก็ตาม แต่ตัวนิยายนั้นก็ได้แสดงให้เห็นหนามยอกแหลมรายทางที่พร้อมทิ่มแทงผู้ออกวิ่งไปในอาณาเขตลับแลนี้


ในตอนหนึ่งของนิยายกล่าวถึงการลงทะเบียนเป็น “เด็กเพศชาย” กับ “บุตรคนแรก” เพื่อแบ่งแยกระหว่างเด็กที่ไม่ได้เกิดอย่างชอบธรรมด้วยกฎหมายออกจากเด็กที่เกิดอย่างชอบธรรม แสดงให้เห็นว่าการมีลูกโดยไม่มีพ่อของเด็กนั้นมีผลสะท้อนไปไกลในหลายอาณาบริเวณ และหลายสิ่งที่สะท้อนถึงนั้นต่างเป็นปฏิปักษ์กับผู้หญิงที่เลือกจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเสียโดยส่วนใหญ่ ไล่เรียงตั้งแต่คำถามที่ต้องตอบต่อสังคมรอบข้างไปจนถึงสิทธิบุคคลตามกฎหมายที่ส่งผลต่อชีวิตของลูก ในส่วนที่เป็นบทสะท้อนอย่างเยือกเย็นถึงแง่มุมนี้ก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวในเล่มหลังของ Breasts and Eggs ตรงที่นิยายทั้งสองเรื่องเป็นบทพรรณนาถึงวิถีการดำรงอยู่ในฐานะผู้หญิงโดยเกี่ยวข้องกับแง่มุมของความเป็นแม่อย่างลึกซึ้งและเชิญชวนให้คิดต่อหลังจากการอ่าน

Woman Running in the Mountains
เช็กราคาที่ ร้านคิโนะ (Kinokuniya)


แต่ในขณะที่นิยายของคาวาคามิเน้นถึงแง่มุมการปลดปล่อยแม่เลี้ยงเดี่ยวจากความสัมพันธ์เชิงเพศของชายหญิง Woman Running in the Mountains นั้นกลับเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงตัวตนกับสังคมผ่านลูกของแม่เลี้ยงเดี่ยว

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *