ทีวีพีเพิล TV People มูราคามิ ฮารูกิ Haruki Murakami

ทีวีพีเพิล TV People ของ มูราคามิ ฮารูกิ | เรื่องของปัจเจก


ผู้มาเยือนพร้อมทีวี


รวมเรื่องสั้นเล่มที่ 6 ตีพิมพ์ในปี 1990 เป็นการรวมเรื่องสั้น 6 เรื่องที่แสดงออกถึงแนวโน้มหลายประการในงานเขียนช่วงเดียวกันของมูราคามิ ที่โดดเด่นในนั้นคือแนวโน้มด้านความดำมืดและความรุนแรง

TV People มูราคามิ
ทีวีพีเพิล TV People
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)

เช็กราคา ที่ช็อปปี้ (Shopee)


เอกลักษณ์เรื่องความแปลกประหลาดอธิบายไม่ได้ที่เคยปรากฏในรวมเรื่องสั้นเล่มอื่นนั้นยังมีอยู่ ยังมีการผูกโยงจินตภาพที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันอย่างในเรื่องเครื่องบิน—หรือเขาพูดคนเดียวราวกับอ่านบทกวีว่าอย่างไรแต่ในนั้นก็มีเรื่องของความมืดและความรุนแรงปรากฏขึ้นมา หลายครั้งเป็นแบบไม่มีที่มาที่ไป โดยปล่อยให้ทะลักถาโถมเพื่อปิดเรื่องราวลงอย่างชะงักงัน


ชวนให้นึกต่อไปว่าเป็นผลจากการที่เรื่องสั้นเหล่านี้หลายเรื่องอาจถูกเขียนขึ้นในขณะที่ผู้เขียนกำลังต้องสัมผัสกับเงาดำหรือก้นบึ้งในบ่อลึก เพื่อเรียบเรียงออกมาเป็นผลงานอย่าง The Wind-Up Bird Chronicle ซึ่งใน ทีวีพีเพิล นั้นก็ปรากฏร่องรอยดังกล่าวโดยเฉพาะในเรื่องสั้นที่ชื่อ ครีต คาโน ที่เป็นชื่อของหนึ่งในตัวละครซึ่งจะปรากฏตัวในผลงานชิ้นใหญ่นั้นด้วย


ทั้งนี้ ในบางจุดก็ดูเหมือนมีการจงใจทดลองกับรูปแบบและวิธีการเล่าเรื่องอยู่ในเรื่องสั้นบางเรื่องอย่าง ซอมบี้ ที่ให้เรื่องราววนกลับมาเกิดซ้ำราวกับจะทำตามขนบหนังสยองขวัญ


น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นกระทำกับเพศหญิงเป็นหลัก แสดงถึงความพยายามที่จะจับต้องประเด็นอ่อนไหวในด้านลบ เผชิญหน้ากับความเสี่ยงจากหลายด้าน


ก่อนที่จอภาพจะดับวูบลง กับเสียงซ่าที่หายไปฉับพลัน เหลือเพียงทีวีพีเพิลสามคนที่คอยขนโทรทัศน์โซนีเข้ามาในห้องกับตัวเอกเท่านั้น


คติชนแห่งยุคของเรา


แนวโน้มที่ปรากฏอยู่ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้อย่างถัดมาคือสิ่งที่ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในงานเขียนของมูราคามิ นั่นคือการรับฟังเรื่องราวจากคำบอกเล่าของตัวละครอื่นที่ได้พบเจอ


ในเรื่องสั้น คติชนแห่งยุคของเรา—ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของระบบทุนนิยมก้าวหน้า ตัวเอกที่เป็นนักเขียนนิยายได้พบกับอดีตเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายที่ลุกกา ประเทศอิตาลี การพูดคุยนำไปสู่การบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เพื่อนคนนี้มีกับแฟนสาวสมัยมัธยมปลายจวบจนเลิกรากันตอนเรียนมหาวิทยาลัย โดยมูราคามิผูกโยงเรื่องที่บอกเล่าเข้ากับแนวคิดการดำเนินชีวิตที่กลายเป็นข้อขบคิดของยุคสมัย 60 ที่ผูกเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์และแบบแผนค่านิยมเกี่ยวกับพรหมจรรย์ของผู้หญิง


เรื่องราวที่สามารถบอกเล่าและเรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่เป็นคติชนนั้นกลายเป็นเรื่องของการมีกรอบกำกับการดำเนินชีวิตและการใช้ชีวิตในกรอบนั้นอย่างเชื่อในคุณประโยชน์ของมัน เมื่อผูกโยงเข้ากับเรื่องของระบบทุนนิยมแล้ว ก็ชวนให้ตีความไปว่ากรอบกำกับค่านิยมนั้นคือระบบที่ดำรงอยู่ ทำให้การบอกเล่าเรื่องเตือนใจกลายเป็นข้อวิพากษ์โดยนัยถึงความขัดแย้งในระบบ ใจความสำคัญหนึ่งของเรื่องสั้นเรื่องนี้จึงอาจเป็นการแสดงให้เห็นสิ่งที่ได้รับมาและสิ่งที่ต้องเสียไปในการดำเนินชีวิตตามกรอบอย่างเต็มใจ หรืออีกแง่หนึ่งคือไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องฝ่าฝืน ที่เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่ต้องตัดสินใจอย่างแท้จริงก็ทำให้


เขาอ่านทิศทางของสถานการณ์นี้ไม่ออกไปชั่วขณะ เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะถูกต้องที่สุด เขาหลงทาง เริ่มเหลียวมองรอบทิศ แต่มองไม่เห็นกรอบใดๆ ในสายตา ไม่มีอะไรคอยชี้ทางให้เขาแล้ว […]


ความไม่สมปรารถนาที่เกิดขึ้นจึงชี้ให้เห็นสิ่งที่ล้นเกินไปจากการยอมตามกรอบที่วางเอาไว้ จากที่เคยเป็นสิ่งที่ไม่เคยล่วงรู้ก็ได้เอ่อล้นขึ้นมาจากตาน้ำใต้ดินของจิตสำนึก เป็นอีกครั้งเช่นเดียวกับใน Dance Dance Dance เริงระบำแดนสนธยา ที่มูราคามิได้เขียนถึงการยินยอมจำนนและแรงขับที่เกิดขึ้นเมื่อกรอบที่ยอมตามนั้นนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่อาจสมานรักษาได้


หลับ – เรื่องของปัจเจก


ข้อโดดเด่นของรวมเรื่องสั้น ทีวีพีเพิล อีกข้อคือแนวโน้มที่ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นผูกติดอยู่กับมุมมองของตัวเอกเพียงผู้เดียว และยากไปจนถึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแบ่งปันหรือบอกเล่าต่อให้บุคคลอื่นรับรู้


อย่างการรับรู้ถึงการมีอยู่แต่ไม่ยอมหรือไม่อาจเอ่ยถึงเรื่องของ ทีวีพีเพิล ทำให้มีเพียงตัวเอกที่มองเห็นและรับรู้ประสบการณ์เรื่องแปลกประหลาดตามลำพัง เมื่อจะหยิบยกมาเป็นเรื่องชวนคุยก็โดนหมางเมิน ทั้งยังมีกลิ่นไอของความตึงเครียดบางอย่างให้รู้สึกได้อีก ส่วนฝ่ายภรรยานั้นจากที่เคยโดนกล่าวถึงว่าเป็นคนช่างสังเกตและออกจะเจ้าระเบียบ ก็กลับกลายเป็นว่าโดนมองข้ามอย่างน่าพิศวง แสดงถึงความเป็นเรื่องของปัจเจกไม่เกี่ยวข้องกับใคร


แต่ในเรื่อง หลับ แนวโน้มของความเป็นเรื่องของปัจเจกก็ถูกขับเน้นและขยายออกจนกลายเป็นปมขับเคลื่อนหลักของเรื่อง เมื่อตัวเอกมีอาการนอนไม่หลับอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดการครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไรให้กลับคืนมาเป็นปกติ ทั้งการไปว่ายน้ำ การดื่มเหล้า การอ่านหนังสือนิยายเล่มใหญ่ สารพัดวิธีที่ผนวกเข้ากับวิถึชีวิตประจำวันเพื่อผ่อนคลายหรือทำให้หายจากอาการนอนไม่หลับที่เกิดขึ้น ที่น่าสนใจคือแม้จะได้ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันสักเพียงไร แต่คนใกล้ตัวรอบข้างตัวเอกนั้นกลับไม่ได้รู้สึกตัวถึงความแปลกประหลาด ไม่รู้เรื่องที่ตัวเอกนั้นนอนไม่หลับมาเป็นเวลาสิบเจ็ดวันแล้ว และการบอกเล่าให้ใครฟังก็ดูไม่ใช่ทางเลือกสำหรับตัวเอกเพราะ


[…] มันเหมือนกับตอนที่เกิดอาการนอนไม่หลับสมัยก่อน ฉันแค่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องประเภทที่ฉันต้องจัดการเองด้วยตัวเองคนเดียว


เมื่อเป็นปมล็อกตายตัวเช่นนี้ ตัวเอกจึงต้องเผชิญหน้ากับโลกของค่ำคืนตามลำพัง โลกที่เปิดออกสำหรับผู้ที่ไม่นอนหลับกลายเป็นความเป็นไปได้อีกมากมาย กลายเป็นพื้นที่อันกว้างขวางที่ใช่ว่าจะมีหลายคนได้เข้ามาสัมผัส แต่เมื่อนานวันเข้า ที่แห่งนั้นก็กลายเป็นที่ที่ทั้งลึกล้ำและมีแง่มุมของความรุนแรงน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ และเมื่อเลือกแล้วที่จะเผชิญหน้ากับเรื่องนี้โดยลำพัง ก็ต้องรับผลกระทบอย่างโดดเดี่ยวตามลำพังเช่นกัน


แนวโน้มความเป็นเรื่องของปัจเจกนั้นปรากฏอย่างโดดเด่นเมื่อมีการเน้นลักษณะที่ไม่อาจชี้ชัดลงไปได้ของเหตุการณ์ การพบเจอเรื่องราวตามลำพังนั้นเป็นเรื่องยากที่จะหาคำยืนยันหรือความช่วยเหลือจากคนอื่น ยิ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อหรือผิดแผกจากความเป็นสามัญปกติด้วยแล้ว เมื่อผู้ยืนยันว่าได้พบเห็นด้วยตนเองมีเพียงตนเองเพียงคนเดียว ความเป็นจริงของเหตุการณ์จึงตกไปอยู่ในความไม่แน่นอน (เช่นเดียวกับในผลงานอย่าง South of the Border, West of the Sun) เรื่องราวจึงตกอยู่ในม่านหมอกที่ทำให้ทุกอย่างเลือนรางแล้วเป็นไปได้เท่าๆ กัน คุณสมบัติเหล่านี้ดูเหมือนปรากฏอยู่ในผลงานช่วงเดียวกันนี้ของมูราคามิหลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการยืนยันในฐานะปัจเจกและราคาที่ต้องจ่ายในการยืนยันคุณค่านั้น

TV People มูราคามิ
ทีวีพีเพิล TV People
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)

เช็กราคา ที่ช็อปปี้ (Shopee)


เป็นการแสดงออกถึงทั้งด้านที่ทั้งเข้มแข็งและอ่อนแอของความเป็นปัจเจกไปพร้อมกัน