รวมเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาญี่ปุ่นในปี 1986 ประกอบด้วยเรื่องสั้น 6 เรื่องที่กล่าวอย่างผิวเผินได้ว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด ที่ต่างมีจุดร่วมคือมีรายละเอียดของเรื่องที่ค่อนข้างยึดโยงกับความสมจริงเป็นที่ตั้ง มีการให้คำบรรยายถึงฉากหลังและบรรยากาศโดยรอบอย่างค่อยเป็นค่อยไปก่อนจะเดินเข้าสู่จุดที่เป็นแก่นกลางของเรื่อง ไม่ได้ตัดหั่นจนสั้นห้วนเหมือนบางเรื่องสั้นในครั้งก่อนของผู้เขียน ชวนให้นึกถึงทำนองการบรรยายในผลงานอย่าง “Norwegian Wood” และ “End of the World and Hard-Boiled Wonderland“
สิ่งที่โดดเด่นของ “การบุกปล้นร้านขนมปังครั้งที่สอง” อีกข้อคือการที่ผู้เขียนเลือกใช้กลวิธีให้ตัวละครเดิมปรากฏในหลายเรื่อง นั่นคือตัวละครที่ชื่อ โนโบรุ วาตานาเบะ ที่ชวนให้คิดว่าอาจเป็นต้นร่างของ โนโบรุ วาตายะ ที่เป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในผลงานชิ้นใหญ่อย่าง “The Wind-Up Bird Chronicle” ก็เป็นได้ ถือเป็นการทำให้เรื่องมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยการเชื้อเชิญให้ผู้อ่านอ่านออกไปจากตัวบท ราวกับจงใจเล่นกับการผูกสัมพันธบทให้ความเกี่ยวข้องมีผลสืบเนื่องบางประการ
เรื่องสั้นที่อยู่ในเล่มเรียงตามลำดับ ดังนี้
การบุกปล้นร้านขนมปังครั้งที่สอง
เรื่องราวว่าด้วยความหิวของสองสามีภรรยาที่นำไปสู่การรำลึกอดีตเมื่อครั้งที่ฝ่ายผู้ชายเคยบุกปล้นร้านขนมปัง แต่ก็ได้พบกับสถานการณ์ปล้นที่ไม่สมจะเรียกว่าเป็นการปล้น เพราะเจ้าของร้านขนมปังในตอนนั้นเพียงขอให้ฟังเพลงโหมโรงของวากเนอร์จนจบแผ่นเท่านั้นก็เอาขนมปังไปได้ มาคราวนี้ ภรรยาจึงออกความเห็นแกมบังคับว่าควรพากันออกไปปล้นร้านขนมปัง โดยมีเหตุผลสำคัญคือเพื่อถอนคำสาปของการปล้นที่ไม่ได้ปล้นครั้งแรก แล้วเรื่องราวก็ดำเนินไปเช่นนั้น จัดอยู่ในทำนองเรื่องแปลกและเพี้ยนที่ชวนให้คิดถึงการกระทำและสิ่งต่างๆ ที่น่าจะเป็นสัญลักษณ์ในเรื่อง
เมื่อฝ่ายสามีบอกว่าการปล้นครั้งก่อนนั้นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขากับคู่หูห่างเหินกันไป เป็นคำสาปที่ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดจบลงหลังจากความหิวที่รุนแรงอย่างไม่มีเหตุผล เพราะฉะนั้น ภรรยาจึงมองเห็นว่าความหิวรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณวิกฤติของชีวิตแต่งงาน และการไถ่ถอนคำสาปการปล้นที่ไม่ได้ปล้นจึงอาจทำได้โดยการออกไปปล้นร้านขนมปังให้สมกับได้ปล้นสักครั้ง เรื่องราวจึงแฝงบรรยากาศโหยหาอดีตและครุ่นคิดถึงความล่วงเลยของสายสัมพันธ์ ชวนรำลึกถึงเรื่องราวแต่หนหลังอยู่ไม่น้อย
ช้างหาย
เรื่องราวแปลกประหลาดว่าด้วยช้างในโรงช้างที่จู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างไม่มีร่องรอย ผู้เขียนให้ข้อมูลเบื้องหลังและสถานการณ์รอบข้างมากจนดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องสืบสวนลึกลับที่คาดหวังว่าจะมีคำตอบรออยู่ปลายทาง กล่าวได้ว่ามีการใช้กลวิธีเล่าเรื่องแบบดังกล่าวเพื่อชี้นำและหันเหความสนใจของผู้อ่านไปในทิศทางต่างๆ นอกจากเรื่องของตัวช้างเอง เราจึงได้รับรู้ทั้งเรื่องความสนใจของสาธารณะ ท่าทีของหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงผู้คนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างผู้ดูแลช้างอายุ 63 ปีที่ชื่อ โนโบรุ วาตานาเบะ สิ่งที่น่าสนใจและอาจเป็นหนึ่งในกุญแจช่วยไขปริศนาเรื่องช้างหายอาจจะเป็นตอนที่ตัวเอกครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องบาลานซ์ ความเป็นเหตุและผลของการกระทำ และ “ผลลัพธ์ที่น่าจะมาจากการกระทำกับผลลัพธ์ที่เกิดจากการหลีกเลี่ยงการกระทำนั้น”
เรื่องในครอบครัว
เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย น้องสาว และคนรักของน้องสาว “เรื่องแบบนี้อาจจะเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยในโลกนี้ ผมทำใจชอบคู่หมั้นของน้องสาวไม่ค่อยได้มาตั้งแต่แรก” โดยที่คู่หมั้นคนนี้ก็ชื่อ โนโบรุ วาตานาเบะ ทำให้เรื่องสั้นที่เน้นหนักไปในทางสมจริงเรื่องนี้เป็นเหมือนเกร็ดประวัติศาาสตร์บางอย่างที่มีตัวละครชื่อนี้เป็นศูนย์กลาง น้ำเสียงที่บอกเล่าเป็นแบบเรียบเฉยแฝงความขบขัน ในส่วนของตัวเอกมีท่าทีไม่ยี่หระกับสรรพสิ่งพอที่จะรับบทบาทผู้ปล่อยมุขตลกจิกกัดในขณะที่เรื่องดำเนินไป ในภาพรวมแล้ว เรื่องสั้นเรื่องนี้จึงมีความแปลกจากเรื่องอื่นๆ ในเล่มตรงที่การถ่ายทอดออกมาอย่างเรียบง่ายโดยไม่มีเรื่องเหนือจริงหวือหวาหรือแปลกประหลาด และอิงอยู่กับชีวิตประจำวันมากกว่าเรื่องสั้นอื่นที่มูราคามิเขียนในเล่มนั่นเอง
คู่แฝดและทวีปที่จมลง
เรื่องราวที่ดูเหมือนจะเป็นตอนต่อของ “พินบอล, 1973” เมื่อตัวเอกพบร่องรอยของเด็กสาวคู่ฝาแฝดโดยบังเอิญบนหน้านิตยสาร จากนั้นจึงเป็นการครุ่นคิดถึงเรื่องของคู่ฝาแฝด ความสัมพันธ์กับผู้คน เป้าหมายและจุดประสงค์ของชีวิต เป็นเรื่องน่าสนใจอีกครั้งที่หุ้นส่วนของตัวเอกคือ โนโบรุ วาตานาเบะ แสดงถึงความเชื่อมโยงบางประการระหว่างเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง การขบคิดเกี่ยวกับเรื่องของคู่ฝาแฝดนั้นเมื่อผ่านไปก็มีบรรยากาศหวนคิดถึงอดีต เป็นอารมณ์โหยหาช่วงเวลาที่ผ่านเลยและไม่ย้อนกลับมาอีก เป็นการบอกเล่าถึงความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างจากการหายหน้าไปของบุคคลที่เคยรู้จัก ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนชีวิตมีช่วงปีที่หายสาบสูญไป เปรียบเทียบได้กับทวีปที่จมลงในมหาสมุทร
อาณาจักรโรมันล่มสลาย ชาวอินเดียนลุกฮือในปี
1881 ฮิตเลอร์รุกรานโปแลนด์และโลกแห่งลมรุนแรง
เรื่องสั้นที่สุดในเล่มที่เขียนในทำนองภาษาชวนให้นึกถึงผลงานอย่าง “สดับลมขับขาน” และ “พินบอล, 1973” กล่าวคือเต็มไปด้วยเรื่องราวสามัญดาษดื่น เขียนบรรยายถึงเป็นประโยคสั้นๆ ก่อนจะมีการโปรยชื่อเฉพาะหรือสิ่งที่ดูเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง ครั้งนี้ เรื่องทั่วไปคือเรื่องของวันที่มีลมแรงเป็นพิเศษ ถูกนำไปโยงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ด้วยการจดบันทึกแบบเฉพาะตัว มองในแง่หนึ่ง สิ่งที่เรื่องสั้นเรื่องนี้นำเสนออาจเป็นการสาธิตวิถีการทำงานของสมอง ในเรื่องของการเชื่อมโยงเรื่องราวที่ความเป็นเหตุเป็นผลไม่ใช่เงื่อนไขหลัก จึงถือเป็นผลงานที่แสดงออกถึงความครุ่นคิดถึงเรื่องการเชื่อมต่อที่ปรากฏอยู่เรื่อยมาในผลงานของมูราคามิ

The Second Bakery Attack
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคา ที่ช็อปปี้ (Shopee)
นกไขลานกับเหล่าหญิงวันอังคาร
เรื่องราวของชายวัยสามสิบที่รู้สึกว่าชีวิตของตนเริ่มผิดเพี้ยน ว่างงานและแมวที่เลี้ยงไว้หายไป ที่วันหนึ่งก็มีโทรศัพท์จากผู้หญิงลึกลับโทรมาระหว่างที่จะทำอาหารเป็นสปาเกตตี บทพูดกับหญิงสาวทางโทรศัพท์เป็นเหมือนสาสน์เชื้อเชิญเข้าสู่อีกโลกด้วยเนื้อความแปลกประหลาด แสดงความผิดเพี้ยนของสถานการณ์ออกมาอย่างจงใจด้วยการให้สายโทรศัพท์ลึกลับนั้นเป็นเซ็กส์โฟน จากนั้นเรื่องจึงตัดไปที่การบรรยายถึงการเดินเข้าไปในตรอกเพื่อหาแมวของตัวเอก ที่แน่นอนว่านำไปสู่การพบพานกับตัวละครที่มีลักษณะเฉพาะตัวอีกตามทำนองเรื่องราว ส่วนของการบรรยายสิ่งแวดล้อมตรงจุดนี้ทำให้มองเห็นภาพชัดเจนและส่งผลให้เรื่องราวน่าสนใจยิ่งขึ้น เรื่องสั้นเรื่องนี้ลงท้ายด้วยการทิ้งชื่อที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้อีกครั้ง นั่นคือชื่อของ โนโบรุ วาตานาเบะ เป็นกลวิธีจงใจสร้างความพิศวงและเชื้อเชิญให้ตีควาามเชื่อมโยงก่อนที่จะจบเรื่องลง
เรื่องสั้นเรื่องนี้กลายเป็นต้นเรื่องของนวนิยายที่นับเป็นผลงานชิ้นเอกของมูราคามิอย่าง “The Wind-Up Bird Chronicle” หรือ “บันทึกนกไขลาน”
