เกริ่นนำ
รวมเรื่องสั้นที่ประกอบด้วยเรื่องสั้น 5 เรื่อง ตีพิมพ์เมื่อปี 1984 ทำให้พอคาดเดาได้ว่าเป็นเรื่องที่มูราคามิเขียนขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างการเขียน “End of the World and Hard-Boiled Wonderland” เราจะเห็นแนวเรื่องที่เน้นไปในทางสมจริงและอิงเนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์ มีการบรรยายฉากความเป็นไปอย่างละเอียด ที่ล้วนเป็นสิ่งที่ปรากฏในนิยายที่อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกันนี้ อย่างไรก็ตาม เรายังจะได้พบว่าในบางเรื่องสั้นที่รวมอยู่ในเล่มนี้ยังมีองค์ประกอบของความเป็นแฟนตาซีเหนือจริงอยู่ด้วย หนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้จึงเป็นผลงานที่ทำให้เราเห็นแนวทางหรือสไตล์การเขียน รวมถึงแนวเรื่องของมูราคามิช่วงปี 1980 ที่ยังนับได้ว่าเป็นช่วงต้นๆ ของการเขียนหนังสือของเขา
เรื่องสั้นที่อยู่ในเล่มเรียงตามลำดับ คือ
หิ่งห้อย
เรื่องราวที่อบอวลด้วยอารมณ์คิดถึงอดีต ผู้เล่าเรื่องนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเดินทางเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยโตเกียวใหม่ๆ เข้าพักในหอพักชายที่มีลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติแปลกประหลาดบางประการ การพบเจอกับเพื่อนร่วมห้องที่มีความเฉพาะตัวพอๆ กัน ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวผู้เล่าเรื่องกับแฟนสาวของเพื่อนสนิทที่จากไปแล้ว ที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเข้าสู่จุดหักเหโดยมีปมเรื่องเกี่ยวพันกับความตายของคนใกล้ชิดเป็นตัวขับเคลื่อน และจบลงในบรรยากาศแบบโหยหาอยู่ในใจ เรื่องสั้นเปี่ยมด้วยการเน้นหนักด้านบรรยากาศเรื่องนี้เป็นต้นเรื่องที่มูราคามิได้นำไปขยายต่อจนกลายเป็นนวนิยายเรื่อง “Norwegian Wood” ในส่วนของการบรรยายจะเห็นความละเอียดและเน้นบรรยากาศของเรื่องมากกว่าการเขียนเป็นข้อคิดเห็นหรือข้อสังเกตสั้นๆ แบบในนิยายสองเล่มแรก (หรือแม้แต่ใน “แกะรอย แกะดาว A Wild Sheep Chase” เองก็ตาม) นอกจากนั้น เรื่องสั้นเรื่องนี้ยังทำให้รู้สึกถึงความตั้งใจจะสื่อสารความเปลี่ยวเหงาและคิดคำนึงถึงออกมาเป็นใจความสำคัญของเรื่องอีกด้วย
โรงนามอดไหม้
เรื่องสั้นที่มีบรรยากาศผิดเพี้ยนอยู่ใต้ความนิ่งเฉย เรื่องราวเริ่มต้นที่ผู้เล่าเรื่องเล่าถึงหญิงสาวที่ตนมีความสัมพันธ์ด้วย เธอเรียนการแสดงละครใบ้และมีแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตและความสัมพันธ์ที่เป็นแบบอิสระและเฉพาะตัว จากนั้นหญิงสาวก็ได้แนะนำให้ตัวผู้เล่าเรื่องรู้จักกับเพื่อนชาย ชายคนที่ว่ามีฐานะดีแต่มีหน้าที่การงานลึกลับ ทั้งสามตัวละครใช้เวลาด้วยกันในหลายโอกาสและการพูดคุยระหว่างตัวเอกก็เปิดเผยความผิดเพี้ยนที่อยู่ในตัวของเพื่อนชายคนดังกล่าวออกมา ซึ่งความผิดเพี้ยนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการวางเพลิงเผาโรงนา น้ำเสียงบอกเล่าเป็นแบบเรียบเฉยแต่จงใจสร้างความพิศวงสงสัย ผู้อ่านได้รับเชิญให้ขบคิดต่อไปได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏในเรื่องมีความหมายซ้อนเร้นหรือไม่อย่างไรจากบรรยากาศน่าหวาดหวั่นที่คุกรุ่นอยู่ในเรื่องนั่นเอง

Firefly, Barn Buring and other stories
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคา ที่ช็อปปี้ (Shopee)
คนแคระเต้นระบำ
เรื่องสั้นที่มีแนวเรื่องของความเหนือจริงคล้ายกับนิทานภาพประกอบ ในบางจังหวะก็ชวนให้นึกถึงภาพลายเส้นเคลื่อนไหวแบบการ์ตูนแอนิเมชั่น พอจะเรียกได้ว่าเป็นการทำตามแบบฉบับของการเขียนเรื่องในทำนองนี้ของมูราคามิ เนื้อหาว่าด้วยคนแคระชอบเต้นที่ปรากฏตัวให้ตัวเอกเห็นและอิทธิพลของการเต้นที่มีต่อผู้คนที่ได้รับรู้เห็นกับตา เป็นอีกครั้งที่เราได้ยินมูราคามิเล่าถึง โรงงานช้าง (ก่อนที่จะได้เห็นอีกครั้งใน “End of the World and Hard-Boiled Wonderland”) จากโทนเรื่องเหนือจริงของเรื่องสั้นทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่าทุกอย่างที่ปรากฏในเรื่องจะสื่อแทนถึงบางอย่างนอกเหนือไปจากตัวบท ราวกับว่าโรงงานช้าง คนแคระ การเต้นระบำ ล้วนทำหน้าที่สื่อสารถึงบางสิ่งที่เป็นกระบวนการ ราวกับเป็นวิธีการบอกเล่าอย่างเปรียบเปรยถึงกระบวนการทำงานเขียนหรือการสร้างสรรค์เรื่องเล่า การขุดค้นลงไปในชั้นที่ไร้สำนึกของจิตใจ
ต้นหลิวตาบอดกับหญิงสาวผู้หลับไหล
กลับมาสู่บรรยากาศสมจริงอีกครั้งกับเรื่องราวว่าด้วยการเดินทางไปโรงพยาบาลบนเขาของตัวเอกกับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้ชาย บรรยากาศเรียบเฉยเหมือนไม่น่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบนรถโดยสารประจำทางถูกบอกเล่าประกอบกับรายละเอียดจากการสังเกตสิ่งรอบข้างและผู้คนที่ได้พบเจอ จากนั้นการเล่าอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็นำพากลับไปสู่การย้อนอดีตถึงวันวานที่ผ่านเลยอีกครั้ง เป็นการหวนนึกถึงเพื่อนสนิทกับแฟนสาวของเพื่อนสนิทที่อยู่ในโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นจากการผ่าตัด การเขียนบทกวีจินตนาการเรื่องเหนือจริงเกี่ยวกับต้นหลิวตาบอดและแมลงวันกินเนื้อ การบรรยายภาพความฝันที่ให้ภาพพจน์แบบที่ชวนตระหนกอย่างเยียบเย็นชวนให้ผู้อ่านคิดต่อว่าควรตีความสิ่งที่ปรากฏนั้นอย่างไร เป็นเรื่องสั้นในอารมณ์ราบเรียบแต่แฝงความแปลกประหลาดเอาไว้
สามเรื่องเพ้อฝันแห่งเยอรมัน
เรื่องสั้นท่วงทำนองแปลกประหลาด แบ่งตอนออกเป็นสามส่วน ในส่วนแรกมีการใช้คำบรรยายสองสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันให้เกี่ยวพันเชื่อมโยงอย่างลัดวงจร สองสิ่งที่กล่าวถึงคือเรื่องของพิพิธภัณฑ์กับเรื่องของเพศ ดูเหมือนเป็นการทดลองเพื่อหวังผลบางประการจากผู้อ่าน ซึ่งเมื่อลองทบทวนดูก็พบว่าการเชื่อมโยงสองสิ่งดังกล่าวนี้เคยมีมาก่อนแล้วใน “แกะรอย แกะดาว A Wild Sheep Chase” ตอนที่บรรยายถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำและลึงค์ปลาวาฬ อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงส่วนที่สองและสาม เนื้อเรื่องจึงมีความชัดเจนมากขึ้นด้วยการบอกเล่าแบบบรรยายอย่างไม่พยายามทิ้งสัญลักษณ์ให้ดูโดดเด่นออกมามากเกินเหตุ ผสมผสานระหว่างการบรรยายภาพประทับใจกับนัยเชิงประวัติศาสตร์ที่สามารถตีความเชื่อมโยงถึงสถานการณ์ในช่วงสงครามเย็นของประเทศเยอรมนี เป็นการจัดวางที่ออกจะชวนให้ผู้อ่านประหลาดใจสักหน่อยเมื่อนำทั้งสามส่วนมาอ่านรวมกัน
