Kawakami Mieko - Breasts and Eggs, Natsu Monogatari, ความทรงจำที่ทิ้งไว้ในฤดูร้อน

Breasts and Eggs ของ คาวาคามิ มิเอโกะ | ฤดูร้อนของความเป็นผู้หญิง


เรื่องราวของฤดูร้อนที่ขยายต่อ

เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคา ที่ช้อปปี้ (Shopee)


นมกับไข่อาจเป็นส่วนผสมสำคัญของเค้กและขนมรสอร่อยแต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการแพ้อาหารได้ทั้งคู่ คาวาคามิใช้ความกำกวมในสถานะของสัญลักษณ์สตรีเพศที่ว่าเป็นกุญแจเปิดไปสู่การเรียบเรียงข้อถกเถียงในโลกของเรื่องแต่ง จากการชี้แจงบอกกล่าวเนื้อหาบนแผ่นพับใบปลิว จากส่วนตัดทอนของไดอารี่ที่เปิดเผยอย่างใสซื่อ จากบทสนทนาที่เกิดขึ้นของความเงียบกับความเครียด จากการถกเถียงกันในงานสัมมนาแสดงความคิดเห็น จากการเผชิญหน้าที่ชวนให้หวาดผวาเกินคาดคิด จากหยาดน้ำกำลังใจที่ตัวละครมีให้แก่กันในวันที่ไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดน้อมนำไปสู่วังวนการคิดคำนึงเรื่องการดำรงอยู่ของตัวตนที่เกิดมาเป็นเพศหญิง ภายในสังคมที่ดำรงอยู่ด้วยแบบแผนที่แน่นอนและตัวอย่างของผู้ที่มาก่อนหน้ากับกรอบคิดที่หยั่งรากลึก ที่ความเป็นไปต่างๆ ที่จะเกิดกับตัวตนปัจเจกอาจได้รับการรินเติมล่วงหน้าเสียจนเต็มปริ่มแล้วตั้งแต่ยังไม่ถือกำเนิด


นวนิยายเรื่องนี้จึงมุ่งนำพาความนึกคิดของผู้อ่านไปสู่คำถามว่าการดำรงอยู่ในฐานะผู้หญิงคือสิ่งใด


ตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ Chichi to Ran ในปี 2008 เป็นนวนิยายขนาดสั้น (novella) จากเนื้อหาที่เขียนในบล็อกช่วงกลางทศวรรษ 2000 ด้วยภาษาญี่ปุ่นสำเนียงโอซาก้า และบทบรรยายที่เรียงต่อเนื่องไปโดยมีเครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นโดยไม่แบ่งบรรทัด ซึ่งได้รับรางวัลอาคุตากาวะในปี 2008 ต่อมาผู้เขียนได้เขียนต้นฉบับเดิมขึ้นใหม่และเขียนส่วนภาคหลังต่อมาและตีพิมพ์ในปี 2019 ในชื่อ Natsu Monogatari ที่ถือเป็นการหวนกลับไปหาสามตัวละครในเรื่อง กลายเป็นภาคต่อขยายของนวนิยายขนาดสั้นต้นฉบับ และเป็นฉบับหลังนี้เองที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี 2020 ในชื่อที่แปลมาจากชื่อนิยายต้นฉบับคือ Breasts and Eggs


Breasts and Eggs แบ่งออกเป็นสองภาคโดยมีระยะเวลาห่างกันของเหตุการณ์ที่แปดปี โดยภาคแรกเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2008 ส่วนภาคที่สองเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2016 จนจบที่ปี 2019 กลายเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฤดูร้อนตามชื่อเรื่องในเดือนที่แปดกับแปดปีที่ผ่านไป โดยอาจมองได้ว่าภาคแรกที่มีประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องความเป็นผู้หญิงอาจเป็นส่วนของ “Breasts” ในขณะที่ภาคที่สองซึ่งมีประเด็นหลักอยู่ความเป็นแม่อาจเป็นส่วนของ “Eggs” ตามชื่อของนวนิยายในภาคภาษาอังกฤษก็เป็นได้


ความเป็นปริยายที่เลือกตอนเกิดไม่ได้


เรื่องราวเริ่มต้นจากตัวเอกที่ชื่อนัทสึโกะได้ไปรับมากิโกะ พี่สาวที่เดินทางจากโอซาก้ามายังโตเกียวพร้อมกับมิโดริโกะ ลูกสาวอายุสิบสองปี ทั้งสองแม่ลูกจะมาพักอยู่ที่ห้องพักของนัทสึโกะเป็นเวลาสามวันสองคืน มากิโกะที่ทำงานเป็นโฮสเตสในบาร์ชั้นล่างที่โอซาก้ามีแผนการสำคัญจะทำการผ่าตัดเสริมหน้าอก มิโดริโกะนั้นไม่ยอมพูดจากับแม่ของตนเองมานานกว่าหกเดือนจะสื่อสารกับนัทสึโกะด้วยการเขียนข้อความลงบนกระดาษ ที่โตเกียว นัทสึโกะใช้เวลาร่วมสิบปีทำงานพิเศษไปพร้อมกับความฝันจะเป็นนักเขียนในห้องพักที่ค้างค่าเช่ามาหลายเดือน เรื่องราวทั้งหมดจึงมีต้นกำเนิดที่ความยากจนขัดสนเป็นอย่างแรก


การพบเจอกันนำไปสู่การทำกิจกรรมร่วมกัน คาวาคามิพาผู้อ่านตามติดกิจกรรมของตัวละครทั้งสามและเปิดเผยเรื่องราวที่เป็นมัดปมในใจออกมาผ่านการกระทำและคำพูด กลายเป็นถ้อยคำและความนึกคิดที่ผูกพันกับความเป็นคันไซและสำเนียงโอซาก้า การอาบน้ำที่ห้องอาบน้ำสาธารณะที่นำไปสู่การครุ่นคิดเรื่องรูปลักษณ์ของหน้าอก ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอายุและการคลอดลูกผสานกับความคาดหวังในหน้าที่การงานที่ต้องใช้รูปโฉมเป็นเครื่องมือ พร้อมกันนั้น การเปลี่ยนแปลงในร่างกายของตนเองก็ได้นำมิโดริโกะไปสู่การครุ่นคิดเรื่องความสามารถในการให้กำเนิดชีวิตใหม่ของผู้หญิง ทำให้ในไดอารี่นั้นกลับมีเพียงความคิดในทางตรงข้ามกับค่านิยมที่สังคมยึดถือ เป็นความคิดต่อต้านการให้กำเนิดอย่างซื่อตรงของเด็กหญิงอายุสิบสอง


Once you get your period, that means your body can fertilize sperm. And that means you can get pregnant. And then we get more people, thinking and eating and filling up the world. It’s overwhelming. I get a little depressed just thinking about it. I’ll never do it. I’ll never have children. Ever.


เนื้อหาในส่วนแรกของนวนิยายเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยการย้อนคิดเรื่องร่างกายของผู้หญิง เน้นหนักไปกับการใช้กลวิธีการเล่าเรื่องให้เกิดการตั้งคำถามถึงความคาดหวังและสิ่งที่มีสถานะเป็นเหมือนปทัสถานเมื่อกล่าวถึงเรื่องร่างกายของผู้หญิง การให้กำเนิดชีวิตใหม่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้หญิงหรือไม่ หรือคุณค่าการเป็นผู้หญิงนั้นไม่อาจแยกขาดจากกการได้ให้กำเนิดอีกชีวิตขึ้นมาหรือไม่ เมื่อตรงใจกลางของเรื่องราวดราม่าคือความรักใคร่ที่มิโดริโกะมีต่อมากิโกะผู้เป็นแม่ การต้องเห็นแม่ของตนเองดิ้นรนต่อสู้ในสนามที่ไม่มีวันชนะของความยากจนและสังขารได้ทำให้เกิดคำถามที่เป็นใจความสำคัญของการทะเลาะอันเงียบงันของทั้งคู่


In the middle of everything, I asked, why’d you even have me?


จากเบื้องแรกที่ดูเหมือนเป็นเพียงอาการของวัยต่อต้านที่กำลังเติบโต เรื่องราวที่เปิดเผยตรงส่วนนี้ทำให้ความเงียบงันที่เกิดจากความตั้งใจของมิโดริโกะมีนัยของความห่วงใยและวิตกกังวล คาวาคามิได้ใช้คุณสมบัติข้อนี้มาเป็นหนึ่งในกลวิธีการเขียนเพื่อสร้างความรู้สึกอยากติดตามของผู้อ่าน เราจะพบการใช้กลวิธีการบอกเล่าด้วยความเงียบในหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่มากิโกะออกไปทำธุระและกระทั่งดึกดื่นค่ำคืนก็ยังไม่กลับ คาวาคามิได้ใช้การค้นหาความหมายคำศัพท์ในทอล์กกิ้งดิกท์ของนัทสึโกะและมิโดริโกะเพื่อสร้างบรรยากาศชวนหวั่นวิตกถึงความเป็นไปของมากิโกะที่ “ขาดการติดต่อไประหว่างออกไปทำธุระอย่างลึกลับ” เป็นการแสดงความเจนจัดในเทคนิควิธีการเขียนอย่างที่ส่งผลต่อเรื่องราวอย่างน่าสนใจ


ประเด็นสำคัญของภาคแรกจึงอยู่ที่การเปิดไปสู่คำถามกับสิ่งที่เลือกตอนเกิดมาไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขทางสังคม เรื่องของความยากจน สถานะทางสังคม ไปจนถึงเรื่องของสำเนียงภาษาที่ใช้ และเหนืออื่นใดคือการตั้งคำถามต่อการเกิดมาในร่างกายของเพศหญิงที่ต้องตอบสนองต่อความคาดหวังทางสังคมในแบบที่เฉพาะ คาวาคามิพยายามผูกโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้ภาพของการดิ้นรนที่ผู้หญิงโดยเฉพาะผู้ที่มีเงื่อนไขทางชนชั้นเป็นข้อจำกัดจะต้องเผชิญ ภายในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำและความคาดหวังที่บีบคั้นอย่างเป็นปริยายนับตั้งแต่ถือกำเนิด


ระหว่างการเขียนผลงานกับการพบเจอชีวิตใหม่


จากการตั้งคำถามถึงคุณค่าและปทัสถานเกี่ยวกับเพศหญิงในภาคแรก ภาคที่สองของ Breasts and Eggs นั้นมีประเด็นหลักอยู่ที่คำถามเกี่ยวกับการให้กำเนิดชีวิตใหม่และคุณค่าที่ล้อมรอบความเป็นแม่


เวลาแปดปีที่ผ่านไปกับนัทสึโกะที่ตั้งตัวในฐานะผู้ยึดอาชีพการเขียนหนังสือได้ออกผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มแรก ในตอนนี้กำลังพยายามเขียนนวนิยายเรื่องแรกอยู่ นิยายพาไปติดตามการพบเจอกับผู้คนหลากหลายของนัทสึโกะ การดิ้นรนพยายามพิสูจน์ตนเองด้วยผลงานที่นำไปสู่ความสนใจในเรื่องของการให้กำเนิดบุตร โดยเรื่องราวได้เล่าย้อนกลับไปถึงตอนที่นัทสึโกะเคยคบกับผู้ชายรุ่นเดียวกันและค้นพบว่าตนเองไม่มีความรู้สึกที่ดีกับการมีเพศสัมพันธ์ ที่การมีอุปสรรคในเรื่องเพศกลับยิ่งกระตุ้นความต้องการมีลูกอย่างน่าสงสัย


Would I ever have a child? If so, when? I didn’t have a partner, and I wasn’t looking for one. Could I really have a baby if I couldn’t handle sex? What was I supposed to do? Visit a sperm bank? […]


นิยายนำพาเรื่องราวไปสู่การแจกแจงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศในสังคมสมัยใหม่ แตกประเด็นปลีกย่อยออกไปอย่างหลากหลายอย่างที่เรียกได้ว่าผู้เขียนพยายามนำเอากระแสความคิดเชิงสตรีนิยมต่างๆ เข้ามารวมเอาไว้ในพื้นที่เดียวกันเพื่อก่อให้เกิดคำถามและข้อถกเถียง และในท่ามกลางกระแสความคิดต่างๆ นานาที่ประดังประเดนั้นมีประเด็นสำคัญหนึ่งข้อที่โดดเด่นออกมา คือเรื่องของการเผชิญหน้ากันระหว่างความปรารถนาที่จะเขียนผลงานที่ดีออกมากับความปรารถนาที่จะมีลูก โดยเป็นเรื่องของการมีลูกที่มี่ข้อแม้คือไม่ผ่านการมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากปมในใจของตัวเอก นิยายจึงดำเนินไปสู่การเรียบเรียงข้อมูลและบทสนทนาเกี่ยวกับการผสมเทียม


ในส่วนนี้ของ Breasts and Eggs นั้นเป็นการเรียบเรียงข้อถกเถียงเรื่องการผสมเทียมโดยมีผู้บริจาค โดยเริ่มจากยกข้อวิจารณ์ว่าเป็นการกระทำที่คิดถึงเด็กที่จะเกิดมาเพียงพอหรือไม่ เป็นเพียงการกระทำที่เกิดขึ้นจากความพอใจทางอัตตาของผู้ตั้งครรภ์หรือแพทย์เพียงอย่างเดียวหรือไม่ กล่าวคือการทำให้อีกคนเกิดมานั้นมีข้อควรคำนึงถึงเรื่องราวใดบ้างโดยเฉพาะกรณีที่ไม่เปิดเผยที่มาของน้ำเชื้อหรือพ่อแม่ทางกายภาพที่แท้จริง ผู้เขียนเล่าเรื่องเหมือนอุทาหรณ์จากกรณีของเซ็น ยูริโกะ ว่าด้วยการค้นพบความจริงในภายหลังสำหรับผู้ที่เกิดจากการผสมเทียมโดยมีผู้บริจาคว่าเป็นเหมือนกับเป็นถูกผลักให้ตกลงไปในก้นบึ้งอันมืดมิด ทำให้รู้สึกได้ว่าการได้เกิดมาของคนๆ หนึ่งนั้นไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นพรประทานให้เสมอไป และในกรณีของนัทสึโกะนั้น ยังมีเรื่องของการตั้งใจจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มเข้ามาอีกจนนำไปสู่คำถามที่เป็นปมสำคัญอีกข้อว่าบริบทการเลี้ยงดูเด็กที่ถึงพร้อมควรเป็นอย่างไร การเลือกเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวถือเป็นการคิดถึงอนาคตของเด็กอย่างเพียงพอหรือไม่ ไปจนถึงคำถามว่าผู้หญิงคนหนึ่งมีสิทธิ์จะเลือกเป็นแม่ของเด็กคนหนึ่งด้วยกำลังของตนเพียงลำพังได้หรือไม่


นอกจากนั้น Breasts and Eggs ยังได้นำประเด็นแตกแขนงต่อไปอีก ด้วยการแสดงให้เห็นราวกับว่าความสนใจในเรื่องของการทำผสมเทียมอาจจะเข้ามาแทนที่ความจดจ่อในการทำงานกับนวนิยาย เมื่อมองผ่านแว่นตาคำเตือนด้วยความหวังดีจากเซ็นกาวะ เรียวโกะ บรรณาธิการของนัทสึโกะ การมุ่งมั่นทำงานนวนิยายที่กำลังติดหล่มอยู่นั้นกลับถูกความสนใจในเรื่องทางเลือกของผู้หญิงในการจะมีลูกโดยที่ไม่ต้องผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ความปรารถนาในเรื่องของงานจึงดูเหมือนจะแตกหักกับความต้องการเป็นแม่ กลายเป็นทางแยกที่นำไปสู่ทางเลือกที่ชวนให้ประหลาดใจใจตอนท้ายเรื่อง


ในส่วนนี้ราวกับผู้เขียนต้องการเขียนเป็นหนังสือเพื่อมอบความหวังให้กับผู้หญิงคนอื่นๆ พร้อมกับคำนึงถึงเรื่องราวในทางตรงข้ามเพื่อไม่ให้เป็นมุมมองด้านเดียว


ฤดูร้อนของความเป็นผู้หญิง

เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคา ที่ช้อปปี้ (Shopee)


Breasts and Eggs อาจเป็นนวนิยายที่แอบแฝงความเป็นสารานุกรมผสมกับการเป็นคำประกาศถึงแนวทางการดำรงอยู่ในฐานะผู้หญิงแบบใหม่ ที่พยายามแสดงให้เห็นถึงตัวแบบการดำรงอยู่ที่ไม่เกี่ยวพันกับการมีสัมพันธ์กับเพศชายและยังสามารถดำรงความเป็นผู้หญิงได้ และด้วยความที่เป็นสิ่งที่มีเป้าประสงค์นอกเหนือไปจากการให้ความบันเทิง ทำให้บางครั้งนวนิยายเรื่องนี้ตกอยู่ในรูปทรงของการให้ข้อมูลหรือข้อถกเถียง หรือบางครั้งที่นวนิยายตกอยู่ในห้วงการบรรยายก็จะทำให้หาทางขยายการบอกเล่าต่อไปเรื่อยๆ เสียจนประเด็นหดหาย นับเป็นจุดอ่อนในจุดแข็งของตัวนวนิยายที่ตัวคาวาคามิเองดูเหมือนจะยินยอมแลกเปลี่ยน ความขาดหายไปอย่างน่าสนใจในบทบาทของตัวละครเพศชายและการให้ภาพตัวละครชายที่เป็นไปในทางที่ไม่โสภานักก็ทำให้ Breasts and Eggs ดำเนินไปด้วยตัวละครหญิงเป็นหลักจนบางครั้งทำให้มุมมองที่ได้อ่านผ่านแว่นตาของนิยายเรื่องนี้กลายเป็นมุมมองจากจุดยืนเดียวของปัจเจกที่เป็นผู้หญิง ที่การกระทำของตัวบุคคลเกิดจากและนำไปสู่การรับผิดชอบของตัวบุคคลเพียงผู้เดียว ชวนให้นึกถึงเรื่องสั้น หลับ ของมูราคามิเป็นครั้งคราวขณะที่อ่าน


ในความมากมายของเรื่องราว Breasts and Eggs ก็ได้นำผู้อ่านไปสู่เนื้อหาและบทสนทนาที่ลึกซึ้งว่าด้วยร่างกายของผู้หญิงและการดำรงอยู่ของผู้หญิง เปลี่ยนเรื่องราวที่ประสบพบเจอในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นประเด็นไปสู่การตั้งคำถามต่อค่านิยมและบรรทัดฐานทางสังคมที่ดำรงอยู่ ก่อนจะเปิดไปสู่คำตอบและการกระทำของตัวละครที่จะกลายเป็นคำถามค้างคาอยู่ในใจผู้อ่าน ก่อนที่จะติดตามผลงานชิ้นอื่นๆ ของคาวาคามิ มิเอโกะต่อไป