คืนหนึ่งโดยบังเอิญ
การพบเจอโดยบังเอิญที่นำไปสู่บทสนทนาที่อวลไอของอาหาร เรียงร้อยด้วยบทบรรยายบางเบาเปี่ยมชั้นเชิง สงวนท่าทีและแฝงนัยความแนบชิด วาดบรรยากาศด้วยรสวรรณคดี มีเสียงของฟ้า แสงของดวงจันทร์ สีของกลางคืน และอาหารพร้อมกับแกล้มและสุรา รวมกันเป็นท่วงทำนองแสนอ่อนโยนประหลาดล้ำ ในม่านของฤดูกาลและใบพฤกษ์ของถ้อยคำ เพียงแค่สะกิดแตะ เรื่องราวก็ไหลรินออกมาให้ชุ่มชื่นใจ
“Tsukiko, tell me a story from long ago,” Sensei said as he tapped on my palm.

เช็กราคาที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคาที่ช็อปปี้ (Shopee)
ผลงานลำดับที่ 8 ของคาวาคามิ ฮิโรมิ (Hiromi Kawakami) นักเขียนหญิงเปี่ยมเอกลักษณ์เจ้าของผลงานเปี่ยมจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง “คามิซามะ” หรือเรื่อง “เหยียบงู” ที่ได้รับรางวัลอาคุตางาวะซึ่งอยู่ใน บันทึกฝันในคืนแสนสั้น ในครั้งนี้ Sensei no kaban คือนวนิยายรักระหว่างหญิงอายุ 37 กับอดีตครูวิชาภาษาญี่ปุ่นสมัยมัธยมปลายที่อายุมากกว่ากันเกินกว่า 30 ปี นวนิยายตีพิมพ์เมื่อปี 2001 ได้รับเกียรติคุณรางวัลทานิซากิ จุนอิจิโรในปีเดียวกัน ก่อนจะถูกแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี 2012 ในชื่อ “The Briefcase” และผ่านการบรรณาธิการเพื่อตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักรในปี 2013 ในชื่อ “Strange Weather in Tokyo” ทั้งนี้ ในปี 2002 นั้น คาวาคามิก็ได้เขียนเนื้อหาส่วนเสริมของ Sensei no kaban ในชื่อ Paredo ออกมา ซึ่งได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษต่อมาในปี 2019 ด้วยชื่อ “Parade” ซึ่งได้ถูกผนวกรวมไว้เป็นเล่มเดียวกันกับภาคภาษาอังกฤษของนิยายเรื่องนี้ในเวลาต่อมา
เรื่องราวเล่าถึงการหวนมาพบกันโดยบังเอิญ แม้ต่างคนต่างได้มาอยู่ในที่ร้านกินดื่มเดียวกัน จนเมื่อถึงคืนหนึ่งเกิดการทักทายสนทนาขึ้น ก็นำไปสู่การค้นพบท่วงทำนองชีวิตที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นใจความสำคัญของนิยายนั่นคือเรื่องวิถีการกินดื่ม ความใกล้ชิดทางด้านวิถีของรสชาติอาหารนำไปสู่สายสัมพันธ์ที่สานขึ้นอย่างมีระยะห่าง จากที่เคยดำเนินชีวิตตามลำพังก็เกิดการนัดพบปะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นประจำ ก่อนที่คาวาคามิจะค่อยๆ ให้บทตอนที่เคลื่อนคล้อยไปติดตามระยะห่างที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ชิดกันขึ้นเรื่อยๆ ภายในบรรยากาศที่บางเบาราบเรียบ
ความผูกพันที่โหยหาและคลุมเครือ
คาวาคามิเขียนให้นิยายเต็มไปด้วยนัยความหมาย ให้ตัวละครเอกที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่แสดงอย่างสำรวมถึงอารมณ์ความรู้สึก หลายครั้งแฝงอยู่ในถ้อยคำอุทาน เสียงที่เปล่งเป็นเชิงถาม หรือคำพูดจาที่สื่อโดยนัยให้ผู้ฟังรับรู้กันอย่างเป็นส่วนตัว บางครั้งอาจชวนให้คิดว่าได้สื่อสารผ่านอาหารการกิน ผ่านกิริยาอาการตอนรินสาเกหรือเบียร์ ทำให้ “Strange Weather in Tokyo” กลายเป็นนิยายที่เต็มไปด้วยกิริยามารยาทที่ชวนให้ผู้อ่านมองอย่างละเลียดถึงความนัยระหว่างบรรทัด
มีบางครั้งที่นิยายเติมเต็มด้วยบทรำพันเดี่ยว ให้ตัวละครบอกเล่าอย่างเรียบเรียงถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แม้จะเรียกได้ว่าตรงไปตรงมาแล้วก็ยังเปี่ยมไปด้วยการยับยั้งและเว้นว่าง อาจเป็นความตั้งใจของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านเติมเต็มช่องว่างนั้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกจากประสบการณ์ของตน ในอีกแง่หนึ่งนั้นก็เป็นการแสดงถึงความสมจริงของช่วงชีวิตในวัยของตัวละครที่ผู้คนเลือกจะสื่อสารอย่างแฝงนัย และในบทรำพันที่ว่านั้นก็มักจะมีการเปรียบเปรยถึงสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตประจำวันอย่างมีความเฉพาะตัว ตัวอย่างเช่นในตอนที่ตัวเอกรำพันถึงเรื่องของครอบครัวและความคาดหวังทางสังคม เกี่ยวโยงกับการพบปะกันเมื่อขึ้นปีใหม่
[…] At this point it wasn’t about them telling me I ought to get married or quit my job. I had long ago got used to that kind of particular uneasiness. It was just dissatisfying in some way. It felt as if I had ordered some clothes that I had every reason to think would fit perfectly, but when I went to try them on, some were too short, while with others the hem dragged on the floor. Surprised, I would take the clothes off and hold them up against my body, only to find that they were all, in fact, the right length. Or something like that.
เราจึงได้มองเห็นภาพที่ถูกบรรจงวาดอย่างบางเบาของชีวิตที่เบื้องแรกดูเหมือนจะโดดเดี่ยวของหญิงวัยสามสิบ การใช้ชีวิตอย่างเรียบเรื่อยสลับไปมาระหว่างการเดินทอดน่องกับการเข้าร้านกินดื่มโดยลำพัง จนเมื่อได้พบกับอดีตอาจารย์ที่เคยสอนสมัยมัธยมปลายก็มีเรื่องให้ตั้งตารอ อาหารที่เรียบเรียงบนจานตรงหน้านั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยรสชาติ คาวาคามิได้เขียนบรรยายอาหารหลากชนิดอย่างใส่ใจ นำผิวสัมผัสและสีสันของอาหารมาผูกโยงกับเรื่องราวรอบตัวของตัวละคร ทั้งเรื่องการพบเจอ อารมณ์เสน่หา อารมณ์ตัดพ้อ ความรู้สึกอยากเป็นที่รักที่สนใจ ไปจนถึงอารมณ์ขันอย่างสำรวม ยังได้นำคุณสมบัติทางรสชาติไปผูกเกี่ยวกับสรรพสิ่งแวดล้อม ทั้งเสียงนกร้อง อากาศยามดึกสงัด อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านฤดูกาล
ในขณะที่ตัวละครเริ่มรู้จักกันมากขึ้น เรื่องราวรอบตัวของทั้งคู่ก็ดำเนินไปพร้อมกับตัวละครอื่นๆ ที่เยี่ยมเยียนโผล่หน้ามา บ้างเป็นครั้งเดียวแล้วลาจาก บ้างเป็นครั้งคราวแล้วค่อยเหินห่าง ตัวละครหญิงของคาวาคามิในนิยายเรื่องนี้หากต้องผูกสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามแล้ว ที่สัมพันธ์จะเดินต่อไปอย่างลึกซึ้งได้นั้นก็ดูเหมือนจะเป็นกับผู้คนที่เคยพบเจอกันมาก่อนในอดีต การสร้างสัมพันธ์ของตัวละครจึงมักเกี่ยวเนื่องกับอารมณ์ความรู้สึกรำลึกอย่างคิดถึง สถานที่ในคำบรรยายจึงกลายเป็นที่พบเจอของความคาดหวังถึงอนาคตร่วมกันกับความผูกพันแต่ครั้งก่อนที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน
Little by little, we really were regressing to our school days. The playground looked white, bathed as it was in moonlight. Perhaps if we kept on walking along the embankment, the years would actually roll back in time.
ความสัมพันธ์ที่คาวาคามิบรรยายถึงในผลงานชิ้นนี้จึงดำเนินไปอย่างคลุมเครืออยู่ระหว่างความคาดหวังจากรอบข้างและความรู้สึกบริสุทธิ์จากใจจริง ความรู้สึกที่ค่อยๆ ก่อตัวและเบ่งบานนั้นยังไม่มีชื่อเรียก ก่อนที่ฉากและสถานการณ์จะขับเน้นขอบและมุมให้ตัวละครเลือกทางเดินไปสู่คำตอบ นวนิยายพูดอย่างคำนึงอยู่เสมอถึงฤดูที่เปลี่ยนผันเบื้องหลังความเป็นไปในเรื่องราว คำตอบที่ได้มานั้นก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางห้วงของเวลาเช่นเดียวกัน
เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวในช่วงเวลา
ช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจงของคนสองคนที่เดินไปอย่างเนิบช้า บางครั้งดูเหมือนเมื่อไรที่บทสนทนาดำเนินไปช่วงเวลาก็ได้แยกขาดออกจากความเป็นจริงที่ล้อมรอบ ก่อนที่จะถูกร้อยเรียงสลับกับจังหวะการบอกเล่าและตัดบทอย่างประณีตของผู้เขียน จนทำให้ “Strange Weather in Tokyo” เดินไปด้วยจังหวะก้าวที่ชวนให้คล้อยตาม คาวาคามิได้เขียนให้ฤดูกาลมีบทบาทอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยความเกี่ยวพันกับรสชาติอาหาร การแต่งกาย วิถีการใช้เวลาว่างร่วมกัน ไปจนถึงเรื่องของช่วงอายุกับความคาดหวัง โดยไม่ลืมอย่างแน่นอนว่ากาลเวลาที่ผันผ่านนั้นมีผลกับความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลง อารมณ์ของตัวละครจึงจึงถูกถ่ายทอดออกมาโดยได้กลิ่นไอของฟ้าฝนหนุนนำอย่างอ่อนโยน ราวกับเป็นบทกลอนไฮกุที่ให้ภาพพจน์ชวนฝุ้งฝันในอ้อมกอดธรรมชาติ
The night cloud were moving fast. The wind had picked up strength. The air was heavy with humidity. […]
เมื่อกาลเวลาได้แยกตัวออกมาเป็นการเฉพาะ ความเป็นจริงกับความฝันจึงเกิดการเหลื่อมล้ำข้ามเส้นแบ่ง และในขอบเขตที่พร่าเลือนนั้น คาวาคามิยังไม่ลืมที่จะเติมเรื่องราวที่ข้องเกี่ยวกับภูตและเทพเจ้าเข้ามาใน “Parade” โน้มนำให้การอ่านนิยายเรื่องนี้เป็นเหมือนการจ้องมองภาพความฝันปรัมปรา เป็นภาพการผูกสัมพันธ์ของชายหญิงในกาลเวลาเก่าก่อน กลายเป็นความรู้สึกที่ในบางคราวก็ชวนให้นึกถึงความกว้างใหญ่ของโลกแห่งเรื่องเล่าโกหกของผู้เขียน ที่ไม่ว่าจะได้สัมผัสสักกี่ครั้งก็ยังชวนให้มหัศจรรย์ใจกับความไร้ขอบเขตและชวนให้ติดตามอยู่เรื่อยไป

เช็กราคาที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคาที่ช็อปปี้ (Shopee)
