downfall - asano inio reiraku มังงะ

Downfall ของ อาซาโนะ อินิโอะ | ตราบเท่าที่ยังวาดต่อไป


ในช่องว่างหลังเรื่องราวสิ้นสุด


ด้วยสายตาที่ทอดต่ำ ดูเลื่อนลอยและไร้ความกระปรี้กระเปร่า ฟุคาซาวะ คาโอรุหยุดยืนจ้องมองแผงหนังสือมังงะที่เพิ่งออกใหม่ ท่ามกลางแผ่นป้ายคำโปรยโฆษณาและพื้นที่บนแผงส่วนใหญ่ที่จัดวางผลงานเรื่องใหม่ที่กำลังเป็นที่พูดถึง ผลงานของฟุคาซาวะที่เพิ่งวางแผงเล่มอวสานหลังจากที่ตีพิมพ์เป็นรายตอนต่อเนื่องมาเป็นเวลา 8 ปี ได้ถูกจัดวางไว้บนแผงท่ามกลางผลงานมังงะเรื่องอื่นๆ เป็นจำนวนหนึ่งแถว เรียกว่าแทรกตัวอยู่ก็คงไม่ผิดไปจากความจริงเท่าไรนัก ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเว้นว่างที่ทอดตัวระหว่างผลงานชิ้นใหญ่ที่เพิ่งจบไปกับผลงานชิ้นใหม่ที่ยังมาไม่ถึง เป็นช่วงเวลาที่ความรู้สึกต่างๆ ที่สะสมและเคยมองข้ามจะกลับมาสู่ผิวหน้าของอารมณ์ อาจทำให้เกิดการคิดทบทวนและการตัดสินใจที่อาจไม่เกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาอื่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้สร้างผลงานชิ้นใหม่ได้หรือจะทำให้ล้มเลิกทุกอย่างที่เคยทำมาไปเสียเลยหรือไม่นั้นก็ยังเป็นคำถาม


Downfall หรือ Reiraku เป็นผลงานมังงะเรื่องที่ 10 ของอาซาโนะ อินิโอะ ที่เป็นเจ้าของผลงานอย่าง Solanin หรือ “โซลานิน เพลงนี้ของเราสองคน”, Oyasumi Punpun หรือ “ฝันดีนะ ปุนปุน” และ Umibe no Onnanoko หรือ A Girl on the Shore เคยลงตีพิมพ์เป็นรายตอนในนิตยสาร Big Comic Superior เมื่อปี 2017 และวางจำหน่ายเป็นฉบับรวมเล่มในปีเดียวกัน ก่อนจะตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปี 2020 มังงะเรื่องนี้แตกต่างจากผลงานชิ้นอื่นๆ ของอ. อาซาโนะตรงที่การไม่มีเนื้อหาที่เป็นแก๊กตลกอยู่เลยตลอดเรื่อง โดยบรรยากาศหรือท่วงทำนองเรื่องราวของ Downfall จะเน้นหนักไปในการสร้างซัสเปนส์ชวนให้ผู้อ่านสนใจติดตามเรื่องราวโดยการใช้ภาษาภาพประกอบกับบทสนทนาเป็นส่วนใหญ่ มีบทโมโนล็อกอันเป็นเอกลักษณ์ของผู้เขียนปรากฏอยู่บ้างแต่ถูกเน้นเป็นสำคัญในตอนขึ้นต้นกับตอนลงท้าย ความหม่นเทาครอบคลุมบรรยากาศโดยส่วนใหญ่ของเรื่องราวที่ดำเนินไปด้วยการกระทำที่ชวนให้กังขาของตัวละคร


สู่จุดต่ำสุด


เรื่องราวเกิดขึ้นในโตเกียว หลังจากการตีพิมพ์รายตอนต่อเนื่องยาวนาน 8 ปี ผลงานมังงะเรื่อง “Goodbye Sunset” ก็ได้อวสานลง ฟุคาซาวะ คาโอรุ ผู้เป็นนักเขียนมังงะเจ้าของผลงานได้กลับมาที่บ้านและพบกับภรรยา มาจิดะ โนโซมิ อย่างไม่ตั้งใจ มาจิดะแนะนำให้ฟุคาซาวะอ่านมังงะเรื่อง “I’ll Hum a Song If You Pass On” ของนักเขียนมังงะหน้าใหม่ที่กำลังเป็นกระแส และได้รับการโปรโมตจนเต็มหน้าแผงขาย เพื่อหวังว่าจะได้เป็นตัวช่วยกระตุ้นไอเดียผลงานชิ้นใหม่ของฟุคาซาวะเอง โดยมาจิดะยังได้เล่าถึงเรื่องที่กำลังจะไปพบกับนักเขียนหน้าใหม่คนดังกล่าวที่มีวี่แววว่าจะทำยอดขายได้มากเป็นคนต่อไปคนนี้ด้วย


ในคืนนั้น ทางกองบรรณาธิการของนิตยสารมังงะได้จัดงานฉลองปิดเรื่อง “Goodbye Sunset” โดยบรรยากาศเป็นไปตามพิธีการที่วางอยู่บนความเฉยชา การกล่าวคำยกย่องผลงานและผู้เขียนก็เป็นไปตามมารยาทอย่างที่ควรจะเป็น หลังเสร็จจากงานเลี้ยง ฟุคาซาวะที่นั่งมาในรถแท็กซี่กับโทมิตะ ผู้ช่วยคนหนึ่ง ก็ได้พูดคุยกันถึงกระแสตอบรับในตัวผลงานของเขาที่ตกต่ำลง มีการตัดลดจำนวนในการตีพิมพ์เล่มสุดท้ายลงอย่างมาก รวมถึงท่าทีเฉยชาของผู้ที่อยู่ในกองบรรณาธิการที่แสดงให้เห็นในงานเลี้ยง ฟุคาซาวะกล่าวว่า


I’m already over as an artist, from the publisher’s perspective.


เมื่อเลือกที่จะไม่กลับบ้าน ฟุคาซาวะที่เข้าไปนั่งในร้านเบอร์เกอร์ก็ได้ยินบทสนทนาจากโต๊ะข้างเคียง เป็นการพูดคุยระหว่างนักเขียนมังงะกับบรรณาธิการที่นัดพบกันเรื่องผลงาน


Our readers pick up manga when they’re at the convenience store getting lunch.

And what those readers want is sex and violence and emotion.

You want to do the noble stuff, do it on your own time.


เราจึงได้รับรู้โลกทัศน์ผ่านสายตาของฟุคาซาวะว่าในโลกที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ มังงะถูกให้คุณค่าจากประสิทธิภาพในการให้ความบันเทิงเป็นหลัก และสิ่งที่ชี้วัดว่าผลงานชิ้นใดมีคุณค่าแค่ไหนคือยอดขาย ที่ในที่สุดแล้วก็เป็นผลจากการตอบรับที่ผู้ซื้อมีต่อความบันเทิงของผลงานอีกต่อหนึ่ง การสร้างสรรค์ผลงานที่ดีจึงน่าจะเท่ากับการสร้างสรรค์ผลงานที่ผู้อ่านตอบสนองมากและมียอดขายที่ดี การศึกษาและการทำความต้องการของตลาดจึงมีความสำคัญเท่ากับหรือมากกว่าการทุ่มเทสร้างสรรค์เรื่องราวโดยคำนึงถึงคุณค่าด้านอื่นๆ การเข้าใจพฤติกรรมการเสพและคิดถึงปัจจัยด้านประโยชน์ใช้สอยจากมุมมองของผู้ใช้จึงน่าจะเป็นกรอบกำหนดสำคัญในโลกเช่นที่ว่านี้ ถ้าอย่างนั้น หากตัวเอกเห็นว่าการทำตามความต้องการของผู้อ่านเพียงถ่ายเดียวนั้นจะทำให้ผลงานรวมไปถึงวงการมังงะตกต่ำลง และยังเห็นว่ากระแสตอบรับในโซเชียลมีเดียไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นยอดขายของผลงานชิ้นที่เพิ่งจบไป แล้วควรจะทำเช่นไรดีกับผลงานเรื่องยาวถัดไป?


หลังจากนั้น ฟุคาซาวะก็ใช้บริการเดลิเฮลุหรือบริการทางเพศ เขาได้พบกับหญิงสาวร่างใหญ่ชื่อยุนโบและพบว่าตัวเองสามารถเอ่ยปากเล่าถึงความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจเกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปของมังงะและวงการออกมาได้ อีกทั้งยังได้รับการรับฟังและการปลอบโลมอย่างเป็นมืออาชีพจากอีกฝ่าย ความอบอุ่นที่ไม่ได้รับจากมนุษย์คนอื่นคนใดในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาที่ได้รับนี้ทำให้เขาค้นพบหนทางระบายที่หาไม่ได้จากคนรอบข้าง


จากนั้น เรื่องจึงตัดไปที่สตูดิโอของฟุคาซาวะ ที่ต่อมาได้รับโทรศัพท์จากฝ่ายบรรณาธิการติดต่อมาเรื่องการเขียนมังงะเพื่อโฆษณาสินค้าที่ให้อัตราราคาสูงกว่าเดิมถึงสิบเท่าต่อหนึ่งหน้า ซึ่งฟุคาซาวะก็ได้ปฏิเสธไปด้วยสาเหตุว่าต้องการทุ่มเทใช้เวลาไปกับการคิดเรื่องผลงานเรื่องต่อไปมากกว่า และหลังจากที่ทำเช่นนั้น ก็ได้คิดจิกกัดตัวเองออกมาเสียงดังว่าเป็นเพียงแค่นักวาดมังงะ ทำไมถึงได้หยิ่งทะนงตัวนัก ซึ่งขณะที่ทำเช่นนั้นก็เป็นตอนที่อยู่ในงานแต่งงานที่ทำให้เขาได้พบกับเพื่อนเก่าที่เคยเรียนร่วมรุ่น การพูดคุยวกไปถึงเรื่องของการสร้างครอบครัวและการมีลูกซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ฟุคาซาวะและมาจิดะมีอยู่ในความคิดเลย ในวงพูดคุยจึงได้เกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วทั้งสองจะแต่งงานกันไปเพื่อเหตุผลใด? มีเพียงคำถามถึงสิ่งที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องทั้งที่ปัญหาสำคัญก็ยังค้างคา


ฉากของเรื่องจึงตัดมาที่บ้านของฟุคาซาวะกับมาจิดะ ทั้งสองพูดคุยถึงเรื่องงานโดยฝ่ายมาจิดะเล่าถึงธุระติดพันที่ต้องช่วยนักเขียนที่ดูแลอยู่ร่างคำแถลงรับรางวัล ได้ยินดังนั้น ฟุคาซาวะจึงได้ต่อว่ามาจิดะด้วยข้อหาว่าไม่ทันคนอื่นหลอกใช้ ก่อนการพูดว่ากล่าวด้วยมุมมองในแง่ลบจะวกมาเข้าเรื่องที่เป็นประเด็นติดใจของตนเอง นั่นคือการที่มาจิดะดูเหมือนไม่เคยรับฟังเรื่องที่ฟุคาซาวะอยากบอกหรือปรึกษา การพูดคุยถึงแต่เรื่องของงานเป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์สามีภรรยาห่างเหิน และการที่ต้องอยู่ในสภาพดังกล่าวบวกกับความผันผวนของเสียงตอบรับที่มีต่อตัวผลงานมังงะของตัวเองทำให้ฟุคาซาวะหมดความอดทน แต่สำหรับมาจิดะ การแนะนำให้ฟุคาซาวะลองอ่านผลงานอย่าง “I’ll Hum a Song If You Pass On” นั้นเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจโดยที่ยังต้องรับผิดชอบหน้าที่การงานของตนอย่างที่ไม่มีเวลาเหลือ เมื่อต่างให้ความสำคัญกับงานเป็นหลัก การแสดงความใส่ใจต่องานของอีกฝ่ายจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว สำหรับมาจิดะแล้ว ฝ่ายที่ไม่เคยบอกอะไรเลยนั้นคือฟุคาซาวะที่ปิดตัวเองอยู่ภายในมุมมองของตน และดูถูกคนอื่นๆ รวมถึงผลงานที่ขายได้ว่าเป็นมังงะที่โง่เง่าไม่มีคุณค่า และเย้ยหยันว่าเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงของแวดวงที่ผลงานแบบนี้เป็นที่นิยมและมียอดขายที่ดี เมื่อความไม่เข้าใจกันขยายวงกว้างเกินกว่าจะล้อมรอบ บวกกับความเหนื่อยหน่ายที่เกาะกินจิตใจจนไม่หลงเหลือความอดทน ฟุคาซะวะจึงเป็นฝ่ายพูดเรื่องหย่าขึ้นมา


ภายใต้บรรยากาศที่อึมครึม มาจิดะยังปฏิบัติตัวตามปกติ ฟุคาซาวะเลือกที่จะออกไปค้างที่สตูดิโอแทนที่จะเป็นที่บ้าน ทำให้มาจิดะที่แม้จะยืนยันว่าจะไม่แยกทางกันและบอกให้ฟุคาซาวะใช้เวลาที่มีพักจากการคิดเรื่องงานชิ้นใหม่ไปก่อน ยังต้องพูดออกมาว่า


You can’t take out this all on me

It’s not my fault your manga stopped selling!!


เมื่อต้องแจ้งกับผู้ช่วยว่าจะพักงานทั้งหมดลงก่อนในช่วงที่กำลังคิดวางแผนผลงานเรื่องต่อไป ฟุคาซาวะก็โดนโทมิตะว่ากล่าวถึงความไม่ใส่ใจรับผิดชอบเกินเลยไปจนถึงเรื่องคิดจะเลิกวาดมังงะ หลังจากนั้น ฟุคาซาวะที่เตร็ดเตร่ในย่านร้านค้าอย่างเรื่อยเปื่อยก็กลับไปที่คลับเดลิเฮลุอีกครั้ง โดยตั้งใจเรียกใช้บริการยุนโบอีกหนแต่กลับพบว่าเธอลาป่วย เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงได้เรียกหาหญิงสาวที่มีรูปร่างผอมแทน และการเรียกใช้บริการครั้งนี้ก็ทำให้ฟุคาซาวะได้พบกับจิฟุยุ หญิงสาวผมสั้นที่มีดวงตาเหมือนตาของแมว ผู้ที่จะกลายมาเป็นคนที่อยู่กับฟุคาซาวะในตอนที่ความรู้สึกตกต่ำครอบงำจิตใจจนเกือบหมด กลายเป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของนักวาดมังงะที่กำลังติดหล่มทางอารมณ์และความคิดอย่างช่วยไม่ได้ แล้วเรื่องราวก็ได้เริ่มต้นขึ้นจากพื้นหลังทั้งหมดที่ผู้เขียนได้วางเอาไว้


Fukazawa: What about you? Do you like manga?

Chifuyu: Mm. Sorry. If I had to say, I think maybe I hate it.

Fukazawa: That’s totally fine. I hate it too.

And I think that manga’s a waste of time.

Downfall Reiraku Asano Inio มังงะ
Downfall (Reiraku)
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)


ตราบเท่าที่ยังวาดต่อไป


ภาพที่ชินตาที่ถูกถ่ายทอดออกมาใน Downfall คือภาพตัวละครจ้องมองอย่างเลื่อนลอยไปยังความว่างเปล่า ดวงตาที่ดูหมดเรี่ยวแรงนั้นจ้องมองอย่างไร้ชีวิตชีวาไปยังสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในฉาก ความโดดเดี่ยวและความเหนื่อยหน่ายจากภาวะหมดกำลังใจในการวาดมังงะปรากฏอยู่ทั่วไปในบรรยากาศของเรื่อง และเปลี่ยนแปลงไปทีละนิดเป็นความโหยหาต้องการคนอีกคนที่จะเข้าใจและปลอบประโลมความอ้างว้างและสิ้นหวังนั้น ความชะงักงันหรือติดหล่มอยู่กับที่นั้นในที่สุดก็นำตัวละครไปสู่คำถามว่า มังงะคืออะไรสำหรับตัวเอง การคิดสร้างสรรค์มังงะควรมีจุดหมายที่อะไร และยังมีคุณค่าหลงเหลืออยู่ในการทำแบบนั้นต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งคำถามทั้งหมดล้วนผูกเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของตัวตนในฐานะนักวาดมังงะด้วย


My joy, my sadness, the business of being human – I put it all into my manga. There’s nothing left that I want to draw.

At this point, I can’t even remember why I decided to be a manga artist in the first place.


เรื่องราวของ Downfall จึงเป็นเรื่องของการค้นพบเป้าหมายของการวาดมังงะและชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางสภาวะหมดสิ้นกำลังใจที่เกิดจากความกดดันและช่วงวัยที่เพิ่มมากขึ้น อ. อาซาโนะสร้างสถานการณ์ที่กดดันและดูเหมือนไม่มีทางออกเพื่อฉายภาพการค้นหาและค้นพบที่เกิดจากการดำดิ่งลงไปสู่ศูนย์กลางของตัวเอง เป็นการสร้างสรรค์ผลงานจากแฟนตาซีกึ่งชีวประวัติเพื่อถามคำถามที่ตอบได้ยากต่อทั้งผู้อ่านรวมไปถึงวงการมังงะเอง ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตและการทำงานส่วนบุคคลในขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตร่วมอยู่ในยุคสมัยเดียวกันไปด้วย


Downfall จึงเป็นผลงานมังงะที่มีน้ำเสียงในการเล่าเรื่องเป็นผู้ใหญ่และคนช่วงวัยเติบโตไปพร้อมกัน ถามคำถามที่ชวนให้ครุ่นคิดต่อผู้อ่านทั้งสองกลุ่ม เล่นกับประเด็นที่สามารถขยายขอบเขตให้ครอบคลุมถึงชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไปได้ เนื่องจากในที่สุดแล้ว คุณค่าความหมายของการทำงานก็ยังเป็นเรื่องที่ส่งผลสำคัญต่อชีวิตผู้คนในยุคร่วมสมัย การบอกเล่าเรื่องความอ่อนแอและความสิ้นหวังในการวาดมังงะจึงเป็นเหมือนการให้ภาพเปรียบเปรยเพื่อชวนให้ครุ่นคิด และในส่วนของผู้อ่านที่สนใจเรื่องของมังงะและวงการมังงะ ผลงานชิ้นนี้ก็ฉายให้เห็นแง่มุมที่เป็นจริงจนยากจะมองข้ามผ่าน เป็นผลงานที่น่าตื่นเต้นและน่าสะสมสำหรับผู้อ่านมังงะและแฟนหนังสือของผู้เขียน