จากโรงแรมสู่บ้านพักตากอากาศ
หลังจากการเดินทางย้อนกลับไปในโลกอีกฟากฝั่งหนึ่งใน “Dance, Dance, Dance เริงระบำแดนสนธยา” จนทำให้การผูกพันปักหลักกับโลกปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นไปได้ นวนิยายเรื่องที่ 7 ของมูราคามิก็เป็นเรื่องราวที่เน้นหนักในองค์ประกอบความสมจริงอีกครั้ง
นับได้ว่า สไตล์การเขียนของมูราคามิได้ลงหลักปักฐานมั่นคงในการบรรยายที่สมจริง เล่าถึงรายละเอียดอย่างค่อยเป็นค่อยไป และดึงความสนใจของผู้อ่านเป็นจังหวะ แตกต่างจากผลงานในช่วงไตรภาคมุสิกที่เน้นการเล่าเรื่องอย่างสับเปลี่ยนไปมา เขียนเป็นท่อนโครงสร้างที่ถูกถอดออกและประกอบขึ้นใหม่ มีจังหวะที่ขัดและประสานเหมือนกับกำลังทำการด้นสดหรืออิมโพรไวส์ (อย่างใน สดับลมขับขาน หรือ พินบอล, 1973)

West of the Sun
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคา ที่ช็อปปี้ (Shopee)
แน่นอนว่าการอิมโพรไวส์นั้นไม่ได้หายไปจากสไตล์การเขียนโดยสิ้นเชิง และในผลงานอย่าง “South of the Border, West of the Sun” เล่มนี้ ผู้อ่านก็ยังสัมผัสได้ถึงการอิมโพรไวส์นั้นได้อยู่ หากแต่จังหวะและท่วงทำนองนั้นมีความสุขุมและนุ่มนวลมากขึ้นกว่าเก่า มีบทบรรยายที่ทำให้รู้สึกได้ว่าเป็นการพัฒนาต่อเนื่องมาจากผลงานขึ้นชื่ออย่าง “End of the World and Hard-Boiled Wonderland” หรือ “Norwegian Wood” ที่ล้วนแต่วางอยู่บนเรื่องราวที่มีการประสานยึดโยงกันเป็นพื้น ทำให้เรื่องราวหนักแน่นและมีที่มาที่ไป
สิ่งที่น่าสนใจคือนวนิยายเรื่องนี้มีที่มาจากการนำส่วนที่ “มองในภาพรวมแล้วยังไม่ลงตัวชอบกล” ที่ถูกลบจากร่างของ “The Wind-Up Bird Chronicle” มา “เป็นเบสในการแต่งนิยายใหม่อีกเรื่องหนึ่ง” (นักเขียนนวนิยายเป็นอาชีพ, หน้า 141-142) ทำให้กล่าวได้ว่า “South of the Border, West of the Sun” เป็นผลงานคาบเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งกับ “The Wind-Up Bird Chronicle” ที่แสดงให้เห็นสไตล์การเขียนของมูราคามิในช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ต่อต้นทศวรรษที่ 90 ว่าเป็นแนวทางการเขียนที่เน้นในการบรรยายเชิงประวัติหรือเป็นการทบทวน มีแนวโน้มจะปรากฏการเชื่อมโยงในเชิงลึกต่อบทตอนต่างๆ ในเรื่องราว โดยบอกเล่าในภาษาที่เรียบง่ายและละเมียดละไม และขาดไปไม่ได้เช่นเดียวกับในผลงานชิ้นอื่นๆ ของผู้เขียนคือองค์ประกอบของความแปลกประหลาดที่มักถูกใช้เพื่อสร้างความพิศวง ซึ่งในกรณีอย่างนิยายเรื่อง “South of the Border, West of the Sun” นี้ไม่ได้ชี้ชัดอย่างเจาะจงว่าปรากฏองค์ประกอบเรื่องที่เหนือจริง หากแต่เป็นเรื่องแปลกประหลาดชวนให้พิศวงสงสัยเสียโดยมาก
ค่ำคืนเปี่ยมจินตนาการที่ฝนตกเงียบงัน
“South of the Border, West of the Sun” เล่าถึงเรื่องของ ฮาจิเมะ ที่เปิดปากทบทวนชีวิตของตนเองนับตั้งแต่เกิดเป็นลูกคนเดียวในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มูราคามิดึงเอาบริบทชีวิตครอบครัวญี่ปุ่นในช่วงเวลาดังกล่าวของประวัติศาสตร์มาเล่าประกอบเป็นพื้นหลังว่าเหตุใดฮาจิเมะถึงรู้สึกเป็นปมราวกับขาดบางสิ่งบางอย่างไปจากการเกิดมาเป็นลูกคนเดียว จากปมในใจกลายมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้พบและสนิทสนมกับชิมาโมโตะ เด็กสาววัยเดียวกัน (ตอนนั้นทั้งคู่อายุ 12 ปี) ที่อาการโปลิโอทำให้ขาซ้ายของเธอเปลี้ยกะเผลกและมีรอยแผลในใจจากหลายเรื่องที่เก็บงำเอาไว้ ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันและมีความสนใจในเรื่องต่างๆ คล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนังสือ ดนตรี หรือแมว การจับคู่กันที่โรงเรียนและการเดินกลับบ้านด้วยกันที่ทำให้ต้องแวะพักที่สวนสาธารณะเป็นบางครั้ง รอยยิ้มของชิมาโมโตะที่ทำให้ผู้ที่มองรู้สึกว่า “ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีเพียงแค่อดทนไว้ก่อน” สิ่งต่างๆ รวมกันทำให้ฮาจิเมะตกหลุมรักชิมาโมโตะอย่างจริงจัง จินตนาการถึงเด็กสาวในฐานะตัวตนที่ต่างก็แบกรับความบกพร่องเว้าแหว่งที่ต่างมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
We were, the two of us, still fragmentary beings, just beginning to sense the presence of an unexpected, to-be-acquired reality that would fill us and make us whole. We stood before a door we’d never seen before. The two of us alone, beneath a faintly flickering light, our hands tightly clasped together for a fleeting ten seconds of time.
แต่เมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม ทั้งสองคนก็ต้องแยกจากกันไปใช้ชีวิตกันคนละแห่งที่ โดยฮาจิเมะยังเก็บความประทับใจในเรื่องราวต่างๆ ไว้กับตัว เรื่องราวเล่าต่อไปถึงการเติบโตทางจิตใจและร่างกายของตัวเอก เวลาที่ผ่านพ้นไปจนขึ้นชั้นมัธยมปลาย ฮาจิเมะได้รู้จักและคบหากับอิซึมิ ที่การได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันของทั้งสองได้นำไปสู่การค้นพบใหม่ทั้งในทางร่างกายและจิตใจ เกิดเป็นสายสัมพันธ์ที่บอบบางและไม่ได้ลึกซึ้งถึงที่สุดเนื่องจากความคิดคำนึงถึงชิมาโมโตะยังคงอยู่ในใจ เวลาผ่านไปจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สายสัมพันธ์หักเหอย่างไม่ย้อนคืนมาได้ แล้วนิยายก็พาเราติดตามชีวิตของฮาจิเมะจนกระทั่งอายุล่วงเลยสามสิบ มีครอบครัวและลูก มีหน้าที่การงานเป็นเจ้าของบาร์ในย่านอาโอยามะ มีความสัมพันธ์ทางสังคมและสิ่งที่ต้องรับผิดชอบอื่นๆ ตามบริบทของฐานะ จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ดำเนินไปได้ทำให้ตัวเอกได้หวนมาพบกับชิมาโมโตะอีกครั้งหนึ่งในคืนที่ฝนตก และได้พบว่าความรู้สึกที่เคยมีนั้นยังคงอยู่กันทั้งสองฝ่าย แล้วเรื่องราวก็นำพาผู้อ่านไปสู่การไล่ตามช่วงเวลาที่ผ่านเลย ความรู้สึกเมื่อครั้งเป็นเด็ก กับความเป็นจริงและความเพ้อฝัน
บรรยากาศของ “South of the Border, West of the Sun” เป็นบรรยากาศแบบเรียบง่ายเช่นเดียวกับภาษาที่ผู้เขียนใช้ ไม่มีความหวือหวากระโดดไปมาหรือฟุ้งเฟ้อ และในความเรียบง่ายนั้นก็เต็มไปด้วยอารมณ์ของการคิดทบทวนถึงเรื่องที่ผ่านเลยของช่วงชีวิตที่ผ่านมา บางคราวเป็นการนึกถึงอดีตอย่างพึงใจอยู่อย่างเงียบงัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีการทบทวนสิ่งที่เคยทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมาราวกับต้องการจะต่อว่าตนเอง รื้อฟื้นเรื่องราวที่เป็นเหมือนรอยตำหนิหรือแผลในใจขึ้นมาพิจารณาเพื่อค้นหาที่มาของความว่างเปล่าในจิตใจที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม เรียกได้ว่าเป็นการให้ภาพของชีวิตที่ปรารถนาจะเข้าใจสภาวะกลวงเปล่าที่กัดกินตนเอง เพื่อจะได้รับรู้คำตอบสำหรับพรุ่งนี้ที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
Autumn finally arrived. And when it did, I came to a decision. Something had to give: I couldn’t keep on living like this.
นิยายพูดถึงการนำสิ่งที่เคยมีในอดีตกลับคืนมา เราได้เห็นฮาจิเมะกับชิมาโมโตะสานสัมพันธ์ราวกับพยายามดึงเอาช่วงเวลาที่สูญเสียไปกลับคืนมาอีกครั้ง โดยที่การทำเช่นนั้นเป็นไปเพื่อทดแทนหรือตอบสนองต่อความว่างเปล่าในชีวิต ที่บางครั้งก็เป็นความว่างเปล่าในจุดอื่นนอกเหนือไปจากปมในจิตใจที่ทั้งสองมีร่วมกัน ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์โรแมนติค แต่เป็นจุดที่เกิดบาดแผลขึ้นจากการมีชีวิตที่ผ่านมา ทั้งสองคนปรารถนาถึงการมีอยู่ของกันและกันเนื่องจากต่างเข้าใจดีว่าต่างคนต่างเป็นตัวตนที่บกพร่องเว้าแหว่งด้วยกันทั้งคู่ และรู้ดีว่าการเข้าใกล้กันนั้นแม้จะเสี่ยงต่อการทำให้สิ่งอื่นๆ ที่สร้างขึ้นมาพังทลายลง แต่ก็เป็นหนทางเดียวที่จะเยียวยาความผุพังให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้
I stroked her hair, leaned over and kissed her cheek. I was dying to hold her whole body close to me and feel its warmth. But I couldn’t. All I could do was kiss her cheek. It was warm, soft, and wet. “There’s nothing for you to worry about,” I said. “Everything will work out fine.”[…]
“I knew something like this would happen,” she said as if to herself. “Whenever I’m around, nothing good ever happens. You can count on it. If I’m involved, then things go bad. Things are going smoothly, then I step in and wham! They fall apart.”
เรื่องราวจึงดำเนินไปบนความสงสัยปนพิศวงของผุ้อ่านว่าตัวละครจะไล่ตามความปรารถนาไปได้ไกลสักเพียงใด เมื่อต่างรู้ดีถึงความเสี่ยงและราคาที่จะต้องจ่ายหากเกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด การคิดถึงเรื่องสิ่งที่ต้องสูญเสียเหมือนกำลังคิดเรื่องทุนกับกำไรอาจไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาพิจารณาร่วมด้วยนัก มูราคามิได้เล่นกับความคลาดเคลื่อนในความเข้าใจและการมองโลกเช่นนี้เพื่อสร้างบรรยากาศพิศวงและเต็มไปด้วยความคิดถึงโหยหา ผสมรวมองค์ประกอบที่เป็นทั้งสถานที่ที่เป็นฉากหลัง พื้นเพความเป็นมาของตัวละคร และรากฐานของจิตใจและความรู้สึกนึกคิด แล้วเรียบเรียงออกมาในภาษาเขียนที่เรียบง่ายและน้ำเสียงที่สามัญธรรมดา เน้นในลักษณะสมจริงหากแต่แฝงความแปลกประหลาดให้ติดตาม

West of the Sun
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
เช็กราคา ที่ช็อปปี้ (Shopee)
พิกัดของ “อาจจะ” และ “เป็นไปได้”
“Probably.”“Again with the probablys.”
“A world is full of probablys,” she said.
โลกของ “South of the Border, West of the Sun” นั้นเต็มไปด้วย “อาจจะ”
เรื่องที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นความเป็นจริงหรือความเพ้อฝัน สิ่งที่ตัวละครเลือกทำอาจจะเป็นสิ่งที่ควรหรือสิ่งที่ไม่ถูก โลกที่เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นอาจจะมีอยู่ที่ฝั่งเดียวหรืออาจจะมีอีกฟากฝั่งหนึ่งอยู่เบื้องหลัง (เมื่อเรามองว่านิยายเรื่องนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของนิยายหลุดกรอบจินตนาการอย่าง “The Wind-Up Bird Chronicle”) เราจึงอาจจะอ่านนิยายเล่มเล็กเรื่องนี้เป็นเรื่องลึกลับซ่อนเงื่อนหรือเป็นแฟนตาซีของชีวิตที่ล่วงเลยก็เป็นไปได้ เหตุที่คำว่า “อาจจะ” นี้มีความเป็นไปได้รองรับก็เนื่องมาจากการบอกเล่าอย่างเรียบง่ายและยึดโยงกับองค์ประกอบต่างๆ ของเรื่องราว เป็นคำเชิญชวนให้ผู้อ่านเปิดบทสนทนากับตัวบทและอาจนำไปสู่การอ่านออกไปจากตัวบทต่อมา ชวนให้ตื่นตาตื่นใจอย่างลึกล้ำถึงพลังของเรื่องเล่าที่มูราคามิบอกกล่าว เป็นผลงานที่เชื้อเชิญให้สัมผัสและอ่านได้อย่างวางใจในทุกโอกาส อาจจะในตอนที่ยืนอยู่ตรงภาคใต้ของเขตแดนหรือฝั่งตะวันตกของดวงตะวันก็ล้วนเป็นไปได้
