เรื่องของอุดมคติกับความเป็นจริง
ใน The Road to the City ถนนเส้นนั้นทอดยาวสู่ตัวเมืองแต่กลับเดินไปไม่ถึง
ราวกับเป็นเพราะไม่รู้จักในหนทางเช่นเดียวกับข้อความเปิดเรื่องของนิยาย
The labour of the foolish wearieth every one of them,because he knoweth not how to go to the city.
ECCLESIASTES X.15
ในโลกขนาดย่อส่วนที่แบ่งออกเป็นสองฟากระหว่างบ้านกับเมือง การเดินเท้ายาวไกลไปบนถนนชนบทนั้นไม่นานก็จะพาไปถึงตัวเมืองที่เจริญ
ภาพฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าและอนาคตที่ปรารถนาเกิดขึ้นกับคนที่อยู่อีกฟาก ที่แม้จะได้เข้าไปยังตัวเมืองบ่อยครั้งเพียงใดอุดมคติก็ยังน่าหลงใหลอย่างเคย โลกที่มองเห็นได้ถูกขับกล่อมให้หลุดลอยจากความเป็นจริง
เชื่อไปว่าความวิไลของเมืองจะมาสู่ชีวิตโดยแน่นอน
ชวนให้ฟุ้งฝันก่อนที่ความไม่สบสมานจะเคลื่อนจากกันจนเกิดรอยปริแตกในความเป็นจริงที่ผิดพลาด
กระทั่งความเป็นจริงที่เป็นเอกเทศจะโผล่ออกมาฉุดรั้งให้รู้สึกตัวและจำยอม โดยที่ไม่อาจกล่าวโทษให้เป็นความผิดของใครฝ่ายเดียวได้เสมอไป เนื่องจากทุกคนล้วนมีส่วนในความเป็นไปของเรื่องที่เกิดขึ้น
ถ่ายทอดด้วยวิธีการเขียนที่สั้น เก็บความ และตรงไปตรงมา ราวกับต้องการที่จะแสดงออกว่าทุกสิ่งที่ได้กล่าวถึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไร้แต่งเติม เป็นสไตล์ที่สร้างขึ้นจากเบื้องหลังของการคิดอ่านจนเป็นเอกลักษณ์
Style is not something that can be improvised: one has to construct it, to make it.Natalia Ginzburg, Salmagundi No. 96, Fall 1992
ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยอาการสามัญของชีวิตที่ยังดำเนินต่อไป โดยมีเบื้องหลังเป็นเงาที่ค่อยเลือนหายของผู้ที่ตายไปแล้ว
ฉากหลังของถนนชนบทสู่เมือง
นาตาเลีย กินส์เบิร์ก (Natalia Ginzburg) เกิดเมื่อปี 1916 ในครอบครัวสองเชื้อสาย พ่อเป็นชาวยิวและแม่เป็นแคทอลิก และต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นเดียวกับผู้คนเชื้อสายยิวในยุคเดียวกันจากอิทธิพลของรัฐบาลฟาสซิสต์ที่มีอำนาจอย่างสูง ในเมืองตูรินที่กินส์เบิร์กเติบโตนั้นมีการเคลื่อนไหวต่อต้านอิทธิพลลัทธิการเมืองเผด็จการที่ว่าในทางลับ และครอบครัวกินส์เบิร์กที่สมาทานความเชื่อทางการเมืองแบบสังคมนิยมนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสต้าน ได้ไปมาหาสู่กับแวดวงปัญญาชนในท้องถิ่นอย่างตื่นตัวและเป็นขบวนการอีกด้วย
ต่อมาได้พบและแต่งงานกับเลโอเน กินส์เบิร์ก ชาวยิวเชื้อสายรัสเซียผู้เป็นทั้งบรรณาธิการ อาจารย์สอนวรรณกรรมรัสเซียและแนวร่วมขบวนต่อต้านฟาสซิสต์ กิจกรรมทางการเมืองของฝ่ายชายส่งผลต่อชีวิตของคู่แต่งงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังเข้าออกคุกหลายหนและสงครามครั้งใหญ่ที่ประทุขึ้น ในปี 1940 กินส์เบิร์กพร้อมด้วยลูกชายสองคนก็ต้องติดตามสามีไปอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ไปยังหมู่บ้าน Pizzoli ในแคว้น Abruzzo เนื่องจากถูกทางการเนรเทศภายในประเทศจากกิจกรรมทางการเมือง ในช่วงชีวิตที่ต้องหลบซ่อนนั้นก็ได้มีผลงานนวนิยายเล่มแรกออกมาคือ Le strada che va in città หรือ The Road to the City
กินส์เบิร์กที่ต้องฝากให้คนเลี้ยงดูลูกเริ่มเขียนนวนิยายขนาดสั้นเรื่องนี้ในปี 1941 จากตอนบ่าย 3 โมงถึงหนึ่งทุ่มของทุกวัน (พร้อมกันนั้นก็แปล Swann’s Way ของมาร์แซล พรูสต์ไปด้วย) แล้วจึงได้ตีพิมพ์เป็นเล่มในปี 1942 ด้วยนามแฝง “Alessandra Tornimparte” เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายต่อต้านเชื้อชาติของรัฐบาลฟาสซิสต์ที่สั่งห้ามตีพิมพ์งานของนักเขียนชาวยิว ก่อนที่จะตีพิมพ์อีกครั้งพร้อมชื่อจริงของผู้เขียนในปี 1945

เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
The Road to the City – คนผู้นั้นหารู้จักทางเข้าเมืองไม่
The Road to the City บอกเล่าเรื่องราวของเดเลีย (Delia) เด็กสาวอายุ 17 หนึ่งในลูกห้าคนจากครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้ไปใช้ชีวิตในเมืองตามอย่างพี่สาว จะได้แต่งงานและมีชีวิตที่ต่างไปจากสภาพที่เป็นอยู่อันเป็นที่เกลียดชัง
เดเลียได้รู้จักและคบหากับจูลิโอ บุตรชายของแพทย์ในหมู่บ้าน เดเลียกล่าวว่าฝ่ายชายให้สัญญาว่าหลังเรียนจบจะแต่งงานด้วย แต่ความสัมพันธ์ไม่เป็นที่ยอมรับในสายตาผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย
The doctor’s wife stood at her window with her maidservant beside her, and when I went by she closed it up as if she had seen a snake.
ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ยังคงนัดพบกัน จนด้วยแรงเตลิดตามความใคร่รู้ประสาวัยรุ่น ทั้งสองคนพากันไปใช้เวลาร่วมกันที่โรงแรม พ่อของเดเลียรู้เรื่องจึงทุบตีเธอจนเลือดออก
‘See the kind you are? Any man can go as far as he likes with you.’
เรื่องราวบานปลายขึ้นไปอีกเมื่อเดเลียพบว่าตนเองตั้งท้อง และถูกพาตัวให้ไปอาศัยอยู่กับป้าจนกว่าจะคลอด เพื่อที่จะได้หลบเลี่ยงคำครหาจากผู้คนและจะได้ตั้งหลักต่อรองกับครอบครัวของนายแพทย์ จากนั้นนิยายก็เชื่อมโยงความเป็นไปของตัวละครต่างๆ เข้ากับสถานการณ์ของตัวเอก ฉายภาพชุมชนชนชั้นแรงงานในชนบทที่ต้องพัวพันกับการดำรงชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคม
กินส์เบิร์กเขียนให้เดเลียคิดเห็นแต่ละอย่างไม่เกินเรื่องของตัวเอง มองไปข้างหน้าด้วยสายตาจำกัดอีกทั้งยังไม่กระตือรือร้นที่จะเปลี่ยนแปลงอันใด นิ่งรอให้เรื่องราวรอบตัวผันผ่านหรือคลี่คลายไปเอง ซึ่งในอีกแง่หนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นเพราะเดเลียไม่รู้จักหนทางอื่นใดที่จะทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่หวัง นอกจากตัวอย่างที่เคยทำมาแล้วโดยพี่สาว (“because he knoweth not how to go to the city.“) ซึ่งท้ายที่สุดก็เป็นการมอบชีวิตของตนให้เป็นเรื่องของโชคชะตาและการนำพาของผู้อื่นหรือความเป็นไปที่แวดล้อม แม้ว่าภายในจิตใจจะมีข้อสงสัยต่อสภาพที่เป็นอยู่เพียงใดก็ตาม
The country was silent around me, and I could see neither the city that I had left behind me nor our house that lay further along the way. Other girls went to school, spent the summer at the shore, got asked to dances and chattered like so many magpies. Why wasn’t I one of them? Why wasn’t my life like theirs?
การให้ภาพที่มีมุมกลับเช่นนี้ทำให้ The Road to the City กลายเป็นนิยายที่ให้ภาพสังคมชนชั้นแรงงานในยุคสมัยอย่างปราศจากการเชิดชู เต็มไปด้วยการไม่ปักใจลงข้างใดข้างหนึ่ง ทั้งเห็นใจและไม่ปราณี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมพอกันกับเกิดจากการกระทำหรือไม่กระทำของตัวเอง ให้เป็นทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ และเหนืออื่นใดคือไม่ได้เป็นแบบอย่างของการสั่งสอนศีลธรรมแก่ผู้ทุกข์ยาก ผนวกรวมกับกลวิธีการเขียนที่กระชับและชัดเจนในความหมาย
หากจะมองในฐานะเป็นนวนิยายการเมือง เบื้องหลังถ้อยคำที่จงใจขัดเกลาให้สั้นลงนั้น The Road to the City ก็ถือเป็นผลงานที่ได้นำเอาเรื่องราวของการเติบโตจากวัยเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเพศ สังคม และชนชั้น มาสร้างตัวแบบที่สื่อถึงความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งระหว่างความมั่งมีกับความยากไร้ การเมืองที่ใกล้ชิดกับชีวิตจริงอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้ ด้วยในน้ำเสียงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ด้วยกลวิธีเล่าเรื่องที่เก็บงำชวนให้เกิดการอ่านตีแผ่ขยายความ แสดงถึงเค้าลางน่าติดตามของผลงานชิ้นอื่นต่อมา

เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
