แซลลี รูนีย์ Normal People - Sally Rooney

Normal People ของ แซลลี รูนีย์ | เรื่องเก็บงำของคนปกติ


รอยขัดแย้งในความปกติ


เรื่องราวต่างๆ ชี้ให้เห็นว่ามารีแอนน์กับคอนเนลล์ขาดกันและกันไม่ได้


ทั้งสองคนต้องการกันและกัน และจะหาหนทางไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเพื่อกอดเกี่ยวกันไม่ว่าจะในเชิงอุปมาอุปไมยหรือในทางกายภาพ


แต่สายสัมพันธ์ที่น่าจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายนี้กลับไม่ง่ายดายดังคาด เมื่อมีแรงผลักไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชนชั้น หน้าตาทางสังคม ปมในจิตใจ ไปจนถึงสถานะอำนาจของเพศ ที่ต่างกระทำต่อทั้งสองคนทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวให้ได้พลัดหลงไปจากเส้นทางของความเข้าใจกันและกันอยู่ตลอด


จนสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคนั้นกลายเป็นส่วนประกอบที่ขาดไปไม่ได้ของความสัมพันธ์


ทำให้ความเป็นปกติของสายสัมพันธ์ระหว่างมารีแอนน์กับคอนเนลล์กลายเป็นสิ่งที่ดำเนินไปโดยรวมเอาความขัดแย้งเข้าไว้กับตัวเองเสมอ และ Normal People ก็นำพาผู้อ่านไปติดตามสารพันความขัดแย้งในความปกติที่ว่านี้


Normal People เป็นผลงานนวนิยายเรื่องที่สองของแซลลี รูนีย์ ตีพิมพ์ในปี 2018 หนึ่งปีหลังจากผลงานเล่มแรก รูนีย์เลือกเปิดเรื่องโดยยกบางส่วนของข้อเขียนโดยจอร์จ อีเลียต (George Eliot) ที่กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงในจิตใจที่เกิดจากการได้สัมผัสและสื่อรับกันและกันผ่านสายสัมพันธ์ เป็นการเกริ่นถึงเนื้อหาของเรื่องที่จะบอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและตัวตนของแต่ละคนที่จะเกิดขึ้นจากการได้รับเอาสัมผัสของความสัมพันธ์จากอีกคนเข้ามาในชีวิต


ท่วงทำนองการเขียนที่กระทัดรัดและครบถ้วนในการสื่อความดำเนินไปบนไดนามิกของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนคือมารีแอนน์และคอนเนลล์ นวนิยายบอกเล่าด้วยมุมมองบุคคลที่สามผ่านกรอบช่วงเวลาประมาณสี่ถึงห้าปี มองดูความเป็นไปจากช่วงวัย 17 ถึง 22 ปีที่เป็นช่วงอายุที่หลายสิ่งจะส่งผลยาวนานต่อชีวิต นวนิยายแบ่งเป็นบทโดยเลือกเล่าถึงตอนที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มาถึงจุดเปลี่ยนหรือจุดที่เป็นทางแยก รวมถึงการเคลื่อนในไดนามิกของความสัมพันธ์ทั้งขนาดเล็กและใหญ่


ปมในใจที่ชักนำให้หลงทาง


เรื่องราวเริ่มต้นที่ไฮสคูลในสไลโก ภูมิภาคชนบททางภาคตะวันตกของไอร์แลนด์ มารีแอนน์มาจากครอบครัวที่มีฐานะ เรียนดีและชอบแสดงออกว่าแตกต่างจากนักเรียนคนอื่นๆ ไม่เข้าสังคมและไม่สุงสิงกับใคร เมื่อมีปัญหากับสิทธิอำนาจในโรงเรียนก็แสดงออกอย่างชัดเจน จึงมักโดนนักเรียนด้วยกันมองว่าเป็นคนแปลกและเย่อหยิ่งด้วยเห็นว่าตนเองเรียนดี ลงท้ายจึงเป็นคนโดดเดี่ยวไม่มีใครคบหาด้วย


ส่วนคอนเนลล์เป็นคนที่เพื่อนนิยม ด้วยนิสัยยอมตามและรู้จักวางตัวตอบสนองความต้องการของคนอื่นๆ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นหรือความรู้สึกออกมามากนัก เรียนดีและกีฬาโดดเด่น ทำให้เข้ากับผู้คนได้ง่ายทั้งชายหญิง แม่ของเขารับจ้างทำความสะอาดบ้านของมารีแอนน์สัปดาห์ละสองสามวัน เรื่องนี้เป็นสาเหตุให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสรู้จักและพูดคุยกัน นำไปสู่การค้นพบสายสัมพันธ์ที่นำสิ่งต่างๆ ให้ล่วงเลยพ้นไปจากสิ่งที่เป็นอยู่ปกติที่โรงเรียน


ในความสัมพันธ์นอกโรงเรียนครั้งนี้ มารีแอนน์ได้พูดคุยอย่างแท้จริงกับคนที่อยู่ในวัยเดียวกันจากที่ปกติไม่มีใครที่โรงเรียนพูดด้วย ส่วนคอนเนลล์ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายถึงเรื่องที่ปกติไม่ได้พูดที่โรงเรียน อย่างเรื่องของหนังสือที่อ่านหรือเรื่องของความกระอักกระอ่วนของการวางตัวในบางสถานการณ์


ทั้งสองคนพบว่าต่างรับส่งกันติดในการสนทนาอย่างลับตานี้


[…] When he talks to Marianne he has a sense of total privacy between them. He could tell her anything about himself, even weird things, and she would never repeat them, he knows that. Being alone with her is like opening a door away from normal life and then closing it behind him. He’s not frightened of her, actually she’s a pretty relaxed person, but he fears being around her, because of the confusing way he finds himself behaving, the things he says that he would never ordinarily say.

[..]

Well, I like you, Marianne says.

For a few seconds he says nothing, and the intensity of the privacy between them is very severe, pressing on him with an almost physical pressure on his face and body. […]


และราวกับเป็นการปิดประตูกั้นไม่ให้เล็ดลอดออกไปภายนอก ทั้งคู่พบและคุยกันเฉพาะตอนที่อยู่กันสองคนเท่านั้น อ้างเหตุผลราวกับเข้าใจตรงกันว่าเพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่ายที่จะได้ไม่ต้องรับมือกับความยุ่งยากที่คิดไปว่าน่าจะเกิดขึ้นหากมีใครที่โรงเรียนล่วงรู้เรื่องนี้เข้า แต่ในความเป็นจริงแล้ว คอนเนลล์เกรงสายตาคนอื่นที่อาจทำให้สถานะในแวดวงสังคมที่เขาสังกัดอยู่เปลี่ยนไป ส่วนมารีแอนน์นั้นเห็นตามที่อีกฝ่ายว่ามาโดยไม่โต้แย้งเนื่องจากการฝังใจที่มาจากครอบครัวว่าตนเองไม่คู่ควรที่จะได้รับการปฏิบัติที่ดีด้วย


เป็นการพบกันระหว่างการขาดไร้ความมั่นใจที่เห็นแก่ตัวและการอยู่กับการล่วงละเมิดจนไม่เห็นคุณค่าตัวเอง


แต่ก็เช่นเดียวกับผลงานเรื่องที่แล้วอย่าง Conversations with Friends รูนีย์ยังคงสร้างทิวทัศน์ของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนจะมีสายสัมพันธ์จากทิศทางอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวร้อยอย่างยุ่งเหยิง ในภูมิภาคชนบททางตะวันตกของไอร์แลนด์มีสังคมของชนชั้นแรงงานเป็นฉากหลัง และเป็นแวดวงทางสังคมที่สองตัวละครเอกต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย คอนเนลล์เข้ากันได้ดีกับเพื่อนร่วมรุ่นที่มีพื้นเพคล้ายคลึงกัน ในขณะที่มารีแอนน์ไม่อาจเกี่ยวโยงกับความสัมพันธ์ทางสังคมนั้นอย่างมีความหมายได้ ความสัมพันธ์ปกปิดของทั้งคู่จึงมีมิติของความสัมพันธ์ทางชนชั้น ที่ถึงที่สุดแล้วก็ผลกระทบต่อการกระทำที่ทั้งคู่มีต่อกัน คอนเนลล์ที่ใส่ใจต่อสถานะในแวดวงสังคมและมารีแอนน์ที่แม้จะแสดงความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาแต่ก็เชื่อว่าเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นสิ่งที่สมควร


ปมในจิตใจจึงไม่เคยแยกขาดจากความสัมพันธ์ทางสังคม และเป็นที่มาของความโยงใยที่ซับซ้อน


โดยที่ถึงจะวุ่นวายถึงเพียงนั้นแล้ว ตัวนวนิยายก็ยังมีพื้นที่เหลือให้กับอารมณ์ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นจากภายในตัวตนของคู่ที่อยู่ท่ามกลางสายสัมพันธ์เกี่ยวร้อยนั้น แน่นอนว่าเป็นผลให้ความสัมพันธ์ซับซ้อนยุ่งเหยิงเข้าไปอีก เมื่อมีสถานการณ์พาไปจนเกิดการบอกรักขึ้นในสายสัมพันธ์หลบซ่อนของมารีแอนน์กับคอนเนลล์ ทั้งสองได้ตระหนักถึงน้ำใสใจจริงที่มีให้กันซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกล้ำไปกว่าความสัมพันธ์ทางร่างกายและกามารมณ์


Connell is silent again. He leans down and kisses her on the forehead. I would never hurt you, okay? he says. Never. She nods and says nothing. You make me really happy, he says. His hand moves over her hair and he adds: I love you. I’m not just saying that, I really do. Her eyes fill up with tears again and she closes them. Even in memory she will find this moment unbearably intense, and she’s aware of this now, while it’s happening. She has never believed herself fit to be loved by any person. But now she has a new life, of which this is the first moment, and even after many years have passed she will still think: Yes, that was it, the beginning of my life.


แม้จะทำให้ก่อเกิดความรู้สึกอย่างแรงกล้าขนาดว่าเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่แท้จริง แต่แทนที่จะทำให้ทั้งสองคนเข้าใจตรงกันอย่างแนบสนิทใกล้ชิด การเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาครั้งนี้ในที่สุดแล้วกลับทำให้จุดยืนของสองคนห่างกันมากกว่าเดิม โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากปมในใจที่ยังไม่เคยสัมผัสถึง


การกระทำของทั้งสองจึงดูเหมือนดำเนินไปตามครรลองของคู่รักวัยรุ่นที่แอบคบหากัน เพียงแต่ลึกลงไปจากผิวหน้านั้นกลับเป็นความมะงุมมะงาหราที่ต่างฝ่ายต่างคิดอ่านกันไปคนละทาง จากพื้นเพเบื้องหลังทางสังคมและทางจิตใจคนละแบบ และต่างเก็บงำไว้จนกระทั่งประทุออกมาเมื่อคอนเนลล์ชวนนักเรียนหญิงอีกคนไปงานเลี้ยงจบการศึกษาแทนที่จะเป็นมารีแอนน์ กลายเป็นรอยแผลในความสัมพันธ์และเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของทั้งสองคน


แม้เวลาได้ล่วงเลยผ่านไป แต่ละคนก้าวเข้าสู่อีกก้าวของชีวิตมหาวิทยาลัยทรินิตีแห่งดับลิน ท่ามกลางบรรยากาศความเป็นเมืองที่อบอวลด้วยความเป็นกระฎุมพี ทั้งสองคนที่ห่างเหินกันไปได้กลับมาติดต่อกันอีกครั้ง พร้อมด้วยประเด็นอุปสรรคอย่างเดิมและอย่างใหม่คละกันไป แต่เมื่อการพูดคุยวกมาที่เรื่องที่ยังค้างคาอย่างงานเลี้ยงจบไฮสคูล แทนที่บทสนทนาที่มีถึงเรื่องราวครั้งก่อนจะช่วยฟื้นคืนความเข้าใจที่มีต่อกันกลับแสดงให้เห็นอาการที่ต่างคนต่างเข้าใจเรื่องเดียวกันไปคนละทางไปพร้อมกัน


Did you ever think about asking me to the Debs? she said. It’s such a stupid thing but I’m curious whether you thought about it.

To be honest, no. I wish I did.

She nodded. She continued looking up at the black ceiling, swallowing, worried that he could make out her expression.

Would you have said yes? he asked.

She nodded again. She tried to roll her eyes at herself but it felt ugly and self-pitying rather than funny.

I’m really sorry, he said. I did the wrong thing there. And you know, apparently people in school kind of knew about us anyway. I don’t know if you know about that.

She sat up on her elbow and stared down at him in the darkness.

Knew what? she said.

That we were seeing each other and all that.

I didn’t tell anyone, Connell, I swear to god.

She could see him wince even in the dark.

No, I know, he said. My point is more that it wouldn’t have mattered even if you did tell people. But I know you didn’t.


นั่นคือก่อนที่จะเป็นการปรับความเข้าใจและยอมรับในความผิดพลาดด้วยตนเองของคอนเนลล์ กลับกลายเป็นมารีแอนน์ที่ร้อนรนจนต้องรีบย้ำว่าไม่เคยบอกใครเรื่องของสองคน บทสนทนาจึงต้องได้เกิดไขว้เขวไปเสียก่อนที่จะไปถึงเงื่อนปมที่เป็นแกนกลางของปัญหา


จากการที่เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏอยู่ทั่วไปในนิยาย รูนีย์จึงดูเหมือนต้องการแสดงให้เห็นว่าประเด็นความสัมพันธ์นั้นเต็มไปด้วยทางเบี่ยงและลาดชัน จะหาหนทางที่ราบรื่นเป็นเอกเทศนั้นไม่มี เรียกได้ว่าในทิวทัศน์จากผลงานที่ผ่านมาของผู้เขียนนั้นไม่มีเส้นทางตรงที่นำพาตัวละครไปยังปัญหาที่เป็นหลักใหญ่ใจความ และการคลาดคลากับสิ่งที่เป็นจุดเว้าแหว่งในตัวตนนั้นก็จะนำพาให้ตัวละครตกเข้าสู่วังวนของความทรมานที่อาจหลีกหนีไปไหนไม่ได้เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของตัวละครเอง


สถานการณ์จึงกลายเป็นว่าต้องรอจนตัวละครได้สะดุดหรือพลัดตกไปสู่จุดที่เป็นเงื่อนปมอย่างเลี่ยงไม่ได้แล้วนั่นเองจึงจะถึงเวลาที่ความเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับสิ่งรอบตัว เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือเกิดขึ้นกับทุกอย่างพร้อมกัน และในตอนนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่ตัวละครต้องตัดสินใจเลือกภายในกรอบบริบทที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น

แซลลี รูนีย์ Normal People - Sally Rooney
Normal People
เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)


เรื่องเก็บงำของคนปกติ


รูนีย์บอกเล่าเรื่องราวของมารีแอนน์และคอนเนลล์ด้วยมุมมองบุคคลที่สาม วางตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ให้คำบรรยายสถานการณ์อย่างกระชับและเปี่ยมภูมิปัญญา ไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่เอ่อล้นมาชี้นำทิศทางของนวนิยาย การเล่าถึงความเป็นไปในจิตใจจึงเป็นการบรรยายถึงสิ่งที่คิดและสิ่งที่รู้สึกอย่างไม่พร่ำรำพัน แต่ถึงอย่างนั้นนวนิยายเรื่องนี้ก็ไม่ได้ต่อต้านการแสดงออกถึงความรู้สึก ยังปล่อยให้มีประโยคที่สั่นไหวอารมณ์ของการอ่านไว้บ้างในบทตอนที่ต้องการ ลักษณะการเขียนเช่นนี้ทำให้การอ่าน Normal People ให้บรรยากาศที่คล้ายเดิมแต่แตกต่างจากผลงานชิ้นแรกอยู่ไม่น้อย


บทสนทนาที่มีลักษณะเก็บงำกับกรอบบริบทมากมายห้อมล้อมยังเป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว และการนำเรื่องของชนชั้นและสถานะอำนาจของเพศมาเกี่ยวข้องโดยซ่อนนัยไว้กับบริบทของเรื่องนั้นก็เอื้อต่อการอ่านออกไปในแนวทางที่เฉพาะเจาะจง


ในบริบทของการควบคุมและเก็บงำที่ทุกตัวละครต่างตกอยู่ในกรอบบริบทอย่างใน Normal People นี้ สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นการตามดูว่าผู้เขียนจะนำพาเรื่องราวไปยังจุดใดแบบใด และจะก่อให้เกิดความพึงพอใจในระดับใดเพียงเท่านั้น