สนทนาอย่างเก็บงำเอาไว้
บทสนทนาในนวนิยายที่ไม่มีเครื่องหมายอัญประกาศเรื่องนี้มักสื่อไม่ถึงความรู้สึกที่แท้จริง
ไม่ว่าจะความรู้สึกของฝ่ายคนพูดหรือคนฟังล้วนตกหล่นไปอยู่นอกถ้อยคำที่ใช้พูดคุยกัน
การพูดคุยที่เกิดขึ้นในเรื่องจึงมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการอ่านความนัย ไม่ว่าจะเป็นจากถ้อยคำ น้ำเสียง ท่าทาง หรือพฤติกรรม เป็นการอ่านอย่างสังเกตสังการณ์ถึงทุกสิ่งที่นอกเหนือไปจากคำพูด เพื่อค้นหาว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร-อย่างไร จะได้สรุปทดเอาไว้ในใจว่าคนนี้รู้สึกอย่างนี้คนนั้นรู้สึกอย่างนั้น ตรงไหนที่เป็นเรื่องจริงจังตรงไหนที่เป็นเรื่องตลกขำขัน นำไปสู่ตัวเลือกในการวางตัวและสื่อสารที่ต่างคนต่างเห็นเห็นว่าเหมาะสม
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวในนวนิยายยังเล่าผ่านมุมมองบุคคลที่หนึ่งผ่านสายตาของฟรานเซสตัวเอกเพียงผู้เดียวเสียอีก ทำให้ความเข้าใจที่มีต่อการกระทำของตัวละครต่างๆ รวมถึงการกระทำของตัวผู้บอกเล่าเองเกิดขึ้นผ่านมุมมองเดียว ผ่านสถานการณ์ที่สัมผัสถึงคนๆ เดียว เป็นความเข้าใจจากจุดยืนเดียว
ความเข้าใจระหว่างตัวละครในเรื่องจึงวางอยู่บนความไม่แน่นอนของความเข้าใจที่ไม่อาจบอกได้ว่าตรงกันเสมอไป เมื่อความสัมพันธ์ของผู้คนนั้นไม่ว่าอย่างไรก็เป็นสิ่งที่มีไดนามิก ความเข้าใจที่อาจไม่ต้องตรงกันจึงนำไปสู่รอยปริแตกในความสัมพันธ์ ที่เป็นรอยเล็กน้อยก็กลายเป็นความขำขันระหว่างกัน ส่วนที่เป็นรอยขนาดใหญ่อาจนำไปสู่ความเคลื่อนไหวในความสัมพันธ์ สิ่งที่ได้เห็นบ่อยครั้งในนวนิยายเรื่องนี้คือการที่ตัวละครเข้าใจเรื่องราวคนละอย่างและเก็บงำเอาไว้ จนกระทั่งเมื่อเรื่องราวขมวดปมจนถึงขั้นแตกหักแล้วนั่นเองที่ถ้อยคำจะได้ทำหน้าที่สื่อความรู้สึกแท้จริงออกมา
ผลงานนวนิยายเรื่องแรกของแซลลี รูนีย์ (Sally Rooney) ที่ตีพิมพ์ในปี 2017 เรื่องนี้จึงมักจะมีบางสิ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏตามเนื้อเรื่องอยู่เสมอ
มากไปกว่าภาพจำที่รับรู้กันมา
Conversations with Friends บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่เกี่ยวพันอย่างซับซ้อนระหว่างคู่หูนักศึกษาสาวเพื่อนสนิท-คนรักเก่าสมัยเรียนมัธยม ฟรานเซสกับบ็อบบิ กับคู่สามีภรรยาวัยสามสิบผู้มีอันจะกิน นิคกับเมลิสซา บนฉากหลังที่เปี่ยมด้วยความเป็นเมืองของเมืองดับลิน ไอร์แลนด์ ทั้งสี่ได้รู้จักกันจากงานอ่านบทกวีที่มีฟรานเซสและบ็อบบิขึ้นเวที เมลิสซาต้องการสัมภาษณ์และถ่ายภาพสองคู่หูเพื่อตีพิมพ์ลงวารสาร นำไปสู่การไปมาหาสู่เยี่ยมเยียนถึงบ้านหลังหรูหราของคู่สามีภรรยา การพบปะพูดคุยนำไปสู่การสานสัมพันธ์ เมื่อบ็อบบิบอกว่าเธอตกหลุมรักเมลิสซาและอวดอ้างกับฟรานเซสว่าทั้งคู่ใจตรงกัน เค้าลางของความซับซ้อนของความสัมพันธ์นอกสมรสก็เริ่มก่อเค้า
What do you mean likes you? I said. Are we being serious or just joking?I’m partly being serious. I think she does like me.
In an extramarital affair kind of way?
Bobbi just laughed at that. With other people I generally had a sense of what to take seriously and what not to, but with Bobbi it was impossible. She never seemed to be either fully serious or fully joking. As a result I had learned to adopt a kind of Zen acceptance of the weird things she said. […]
เรื่องราวดำเนินไปบนความเหลื่อมระหว่างเรื่องตลกกับความรู้สึกที่แท้จริงอยู่พักใหญ่ ในตอนแรกดูเหมือนบ็อบบิจะเป็นฝ่ายขับเคลื่อนในวงความสัมพันธ์ระหว่างสี่คน จนกระทั่งเมื่อฟรานเซสได้ตั๋วเข้าชมการแสดงละครเวทีของนิคจากเมลิสซา ที่นำไปสู่การเริ่มติดต่อพูดคุยกันเป็นส่วนตัวทางอีเมล มาถึงการที่นิค (พร้อมกับเมลิสซา) เป็นฝ่ายมาชมการขึ้นเวทีของฟรานเซส (พร้อมกับบ็อบบิ) โดยเขามาถึงในช่วงที่การแสดงเสร็จสิ้นพอดี ตรงจุดนี้เองที่เค้าลางความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้ขับเน้นเข้มขึ้น โดยครั้งนี้กลายเป็นว่ามีที่มาจากฝ่ายฟรานเซสแทนที่จะเป็นบ็อบบิ
While I let myself into the apartment I thought about Nick entering the room while everybody applauded. This now felt perfect to me, so perfect that I was glad he had missed the performance. Maybe having him witness how much others approved of me, without taking any of the risks necessary to earn Nick’s personal approval, made me feel capable of speaking to him again, as if I also was an important person with lots of admirers like he was, as if there was nothing inferior about me. But the acclaim also felt like part of the performance itself, the best part, and the most pure expression of what I was trying to do, which was to make myself into this kind of person: someone worthy of praise, worthy of love.
หลังจากนั้นในปาร์ตี้วันเกิดของเมลิสซาที่จัดขึ้นในเดือนกรกฏาคม ฟรานเซสกับบ็อบบิที่ได้รับเชิญก็มายังบ้านของสามีภรรยาอีกครั้ง สถานการณ์พาให้ฟรานเซสได้อยู่กับนิคโดยลำพัง และอารมณ์ที่เกินเลยจากอาการทีเล่นทีจริงได้ทำให้ทั้งคู่จูบกัน โดยฟรานเซสเป็นฝ่ายจูบชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว และจากจุดนี้เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ระหว่างฟรานเซสกับนิคก็คืบหน้าไปสู่ความซับซ้อนที่ปิดซ่อนและเป็นความลับอย่างเหนี่ยวรั้งไม่ได้ อย่างที่เห็นได้จากตอนที่ทั้งสองพบกันหลังเรื่องที่เกิดขึ้น
Eventually Nick looked over and I looked back. I felt a key turning hard inside my body, turning so forcefully that I could do nothing to stop it. His lips parted like he was about to say something, but he just inhaled and then seemed to swallow. Neither of us gestured or waved, we just looked at one another, as if we were already having a private conversation that couldn’t be overheard.
ต่อมาในตอนที่เมลิสซาเดินทางไปทำธุระที่ลอนดอน ฟรานเซสก็มาหานิคที่บ้านและพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นหลับนอนด้วยกัน เป็นครั้งแรกของฟรานเซสที่ได้มีประสบการณ์กับผู้ชาย จากนั้นการนัดพบกันก็เพิ่มจำนวนครั้งขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับความรู้สึกขัดแย้งในใจที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยของฟรานเซสว่านิคมีใจให้ตัวเธอจริงๆ หรือเห็นว่าเป็นความสัมพันธ์ทางกายเพียงอย่างเดียวและทั้งหมดเป็นเพียงแค่สถานการณ์พาไป สาเหตุของปมในใจข้อนี้ก็เนื่องจากความที่ตัวของเธอนั้นดูจะมีใจให้นิคอย่างล้ำลึก หลงใหลอีกฝ่ายมากกว่าจะกังวลถึงข้อกังขาทางศีลธรรมของการกระทำ ในขณะที่นิคดูเหมือนจะยอมเป็นฝ่ายให้เธอทำตามใจและเอาแต่ตอบรับเสียเป็นส่วนใหญ่ เราจึงจะได้เห็นความรู้สึกไม่แน่ใจในสายสัมพันธ์นอกสมรสของฟรานเซสแสดงออกมาในหลายรูปแบบ
He had to be back on set early that morning so he went to bed. I kept thinking about the time I gave him head and he just lay there quietly letting me do it. I had never done that before, I wanted to explain. You could have told me what was so bad about it instead of just letting me carry on. It wasn’t kind. I felt so foolish. But I knew he had done nothing wrong really. I considered calling Bobbi and telling her everything, in the hope that she would tell Melissa and then Nick’s life would be ruined. But I decided it would be too humiliating a story to relate.
เมื่อความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นถ่ายทอดออกมาผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด เพื่อค้นหาความรู้สึกในใจของอีกฝ่ายจึงเกิดการตีความหมายของการกระทำต่างๆ (รวมถึงเซ็กส์) อย่างเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้อยู่เองที่การตีความค้นหาความหมายนั้นจะนำไปสู่ความเข้าใจในหลายทิศทาง โดยขึ้นอยู่อย่างมากกับสภาวะจิตใจหรือตัวตนของแต่ละฝ่ายอีกทอดหนึ่ง ทำให้ในที่สุดแล้ว นวนิยายเรื่องนี้จึงเป็นการบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของแต่ละตัวละคร ผ่านสายตาและจิตใจของฟรานเซสตัวเอก เน้นความสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างกันของแต่ละคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวตน กรอบการมองโลก และแบบแผนในการมีสัมพันธ์กับสังคมต่อไป
Conversations with Friends จึงเล่าเรื่องสายสัมพันธ์ไม่ว่าจะนอกหรือในการสมรสได้อย่างซับซ้อนอย่างไม่ละทิ้งความวุ่นวายที่ปรากฏอยู่ในนั้น เป็นภาพที่เกินไปกว่าภาพจำของการบอกเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์นอกสมรสอย่างที่เคยรับรู้กันจนชินชา
หากลองยกตัวอย่างของความวุ่นวายในความสัมพันธ์ เราอาจมองไปที่ตอนหนึ่งในขณะที่ฟรานเซสติดพันอยู่กับความสัมพันธ์กับนิค เราได้เห็นบ็อบบิที่แวะมาอาศัยอยู่ที่ห้องของฟรานเซสอยู่เรื่อยๆ ได้ระแคะระคายบางอย่างจากท่าทีปกปิดความลับของเพื่อนสนิท ทั้งยังแอบเห็นว่ามีเมลจากนิคมาที่แล็บท็อปของฟรานเซส บ็อบบิจึงได้เย้าแหย่ฟรานเซสจนเผยให้เห็นมุมมองที่ต่างคนมีต่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในเวลาต่อมา
Who’s it from? Bobbi said.Can you relax about it?
Why did you go ‘don’t read it’?
Because I don’t want you to read it.
She bit on her thumbnail coquettishly and then got onto the bed beside me. I shut my laptop screen, which made her laugh.
I didn’t open it, she said. But I did see who it was from.
Okay, good for you.
You really like him, don’t you?
I don’t know what you’re talking about, I said.
Melissa’s husband. You have a serious thing for him.
I rolled my eyes. Bobbi lay back on the bed and grinned. I hate her then and even wanted to harm her.
Why, are you jealous? I said.
She smiled, but absently, as if she was thinking of something else. I didn’t know what else to say to her. She went back to the piano for a while and then she wanted to go to bed. When I woke up the next morning she was already gone.
อากัปกิริยาของบ็อบบิที่แปลกไปในตอนที่ยกมาข้างต้นนี้จากคำพูดว่า “Why, are you jealous?” ของฟรานเซสได้ระเบิดออกมาเป็นอีเมลระบายความอัดอั้นในตอนต่อมา ที่เนื้อหานั้นเกี่ยวโยงถึงเรื่องความสัมพันธ์ มิตรภาพ ไปจนถึงภาพจำของเพศสภาพ ทำให้ภาพที่นวนิยายถ่ายทอดแสดงถึงแง่มุมที่ซับซ้อนตามความสัมพันธ์ของตัวละคร
look, i don’t care if you have a crush on nick, and i wasn’t trying to embarrass you or whatever. Sorry if it came across that way. (and i’m not going to be moralistic about him being married either, i’m pretty sure melissa has affairs anyway). BUT it was really fucked up of you to accuse me of being jealous of him. It is just so stereotypically homophobic to accuse a gay woman of being secretly jealous of men, which ii know you know. but even more than that it’s really devaluing to our friendship to make out like i’m competing with a man for your attention. what does that say about how you see me? do you really rank our friendship below your passing sexual interest in some middle aged married guy? it hurt my fucking feeling actually.
ความสัมพันธ์ที่นวนิยายเรื่องนี้เล่าถึงจึงไม่เคยเป็นความสัมพันธ์ที่โดดเดี่ยว หรือมีให้คิดถึงเพียงในมิติเดียว ทุกตัวละครล้วนมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวโยงอย่างซับซ้อนและดำเนินไปพร้อมกัน ทั้งจากลักษณะเฉพาะของความสัมพันธ์เองและจากกรอบการมองโลก แนวคิดทางการเมือง ภาพทางจิตวิทยา ปูมหลังเรื่องครอบครัว ชนชั้นทางสังคม ไปจนถึงประเด็นเรื่องสุขภาพ ที่ต่างมีผลไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย และผู้เขียนก็สามารถที่จะบอกเล่าถึงภาพที่ซับซ้อนและชวนให้รู้สึกโกลาหลได้อย่างอยู่มือ โดยแง่มุมเหล่านี้อาจปรากฏอยู่ในบรรทัดหรือระหว่างบรรทัดไปพร้อมๆ กันชวนให้เกิดการอ่านตีความไปได้อย่างมากมาย ทำให้ Conversations with Friends เป็นผลงานที่พาผู้อ่านออกไปจากภาพจำที่เคยชินชาและเปิดรับต่อความซับซ้อนที่เกี่ยวโยงอย่างสมจริง

เช็กราคา ที่ร้านคิโนะ (Kinokuniya)
พูดคุยอยู่รอบสิ่งที่อยากบอก
รูนีย์ได้ยืนยันถึงความสำคัญของการมีอยู่ของคนอื่นที่มีต่อตัวบุคคล ที่คนหนึ่งคนจะดำรงอยู่ได้ก็โดยการอ้างอิงตนเองเข้ากับบุคคลอื่นอยู่เสมอ ผ่านถ้อยคำบรรยายที่กระชับและเก็บครบใจความ ควบคู่ไปกับการเขียนบทสนทนาที่เก็บงำความรู้สึกและบทบรรยายความคิดที่เกี่ยวโยงเรื่องราวสารพัน
ตัวละครต่างๆ ใน Conversation with Friends ล้วนก้าวเดินไปบนเส้นทางของความสัมพันธ์ที่ไม่ได้มีจุดบรรจบอยู่เพียงที่เดียว ต่างคนต่างทำความเข้าใจและเข้าใจกันและกันผิดบ้าง สร้างรอยแผลหรือสมานรักษาความสัมพันธ์บ้าง พูดคุยกันด้วยการปล่อยให้ถ้อยคำวนอยู่รอบๆ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดอยู่ในใจ จนกระทั่งมีใครอัดอั้นจนอดไม่ไหวต้องเอ่ยคำที่ตรงกับใจออกมาให้รับรู้กัน องค์ประกอบต่างๆ หลอมรวมกันกลายเป็นผลงานชิ้นเปิดตัวที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่ฉายให้เห็นภาพชีวิตร่วมสมัยที่เคลื่อนไปไม่หยุดนิ่งได้อย่างน่าตื่นเต้นและชวนให้ติดตามต่อไป